pi-topicmain.gif (4980 bytes)

    เมื่อใดก็ตามที่เกิดอากาศยานอุบัติเหตุ สองสิ่งแรกที่หน่วยกู้ภัยต้องรีบค้นหาคือ ผู้รอดชีวิตและอุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบิน หรือที่เรียกกันว่า "กล่องดำ (Black Box)"
     เครื่องบินโดยทั่วไปจะต้องปฏิบัติตามกฎด้านการบิน ในการติดตั้ง "กล่องดำ" สองชนิดสำหรับบันทึกข้อมูลการบิน

ผังตำแหน่งส่วนประกอบของระบบบันทึกข้อมูลการบิน
เพื่อช่วยจำลองเหตุการณ์ก่อนหน้า ที่จะเกิดอุบัติเหตุ กล่องแรกชื่อว่า Cockpit Voice Recorder (CVR) ทำหน้าที่บันทึกเสียงต่างๆ ในห้องนักบิน เช่นการโต้ตอบทางวิทยุการบิน หรือเสียงของเครื่องยนต์ อีกกล่องหนึ่งเรียกว่า Flight Data Recorder (FDR) ซึ่งคอยบันทึกค่าต่างๆ เช่นระยะสูง ความเร็ว และทิศทางบิน เครื่องบันทึกในรุ่นแรกๆ ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ใช้แถบแม่เหล็ก (magnetic tape) ในการบันทึกข้อมูล จนกระทั่งทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา จึงใช้เทคโนโลยีหน่วยความจำ สำหรับเก็บข้อมูลแทน เนื่องจากมีประสิทธิภาพ ในการบันทึกข้อมูลมากกว่า
     บนเครื่องบินจะมี sensor เพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ เช่นอัตราเร่ง ความเร็ว ระยะสูง ตำแหน่งของ flap อุณหภูมิภายนอก อุณหภูมิและความกดอากาศ ในห้องผู้โดยสาร สมรรถนะเครื่องยนตร์ และปัจจัยอื่นๆ โดยเครื่องบันทึกแบบแถบแม่เหล็ก จะบันทึกข้อมูล ได้ประมาณ 100 ชนิด ในขณะที่เครื่องบันทึก แบบดิจิตอล สามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 700 ชนิดในเครื่องบินขนาดใหญ่

     ข้อมูลจาก sensor จะถูกส่งไปยังหน่วยรับข้อมูลการบิน (Flight Data Acquisition Unit - FDRU) ซึ่งอยู่ในห้องอุปกรณ์อิเลคทรอนิค ด้านล่างห้องนักบิน อุปกรณ์นี้เป็นสื่อกลางในการจัดการบันทึกข้อมูล ก่อนส่งไปบันทึกที่กล่องดำ ซึ่งจะถูกติดตั้งในตำแหน่ง ที่จะได้รับความเสียหายน้อยที่สุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ นั่นคือบริเวณท้ายของเครื่องบิน

เครื่องบันทึกเสียงในห้องนักบิน (The Cockpit Voice Recorder - CVR)

     เครื่อง CVR จะบันทึกเสียงพูดของนักบิน รวมทั้งเสียงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในห้องนักบิน โดยรับเสียงจากไมโครโฟนของนักบิน และไมโครโฟนที่ติดตั้งไว้ในแผงอุปกรณ์ด้านบนระหว่างนักบินทั้งสอง
     เสียงที่เกิดขึ้นในห้องนักบินทั้งหมดเช่น เสียงเครื่องยนต์ สัญญาณเตือนต่างๆ เสียงการเคลื่อนไหวของฐานล้อ เสียงการกดหรือปลดสวิตช์ต่างๆ เสียงการโต้ตอบการจราจรทางอากาศ การแจ้งข่าวอากาศ และการสนทนาระหว่างนักบินกับพนักงานภาคพื้นหรือลูกเรือ จะถูกบันทึกไว้เพื่อประโยชน์ในการสอบสวน โดยจะนำไปพิจารณาประกอบกับค่าอื่นๆ เช่น รอบเครื่องยนต์ ระบบที่ผิดปกติ ความเร็ว และเวลา ณ เหตุการณ์นั้นๆ
     เครื่องบันทึกเสียงในห้องนักบินแบบแถบแม่เหล็ก จะบันทึกเสียงได้ในช่วงเวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นจะขึ้นรอบการบันทึกใหม่ ในขณะที่เครื่องบันทึกแบบหน่วยความจำ สามารถบันทึกได้รอบละประมาณสองชั่วโมง

    เครื่องบันทึกข้อมูลการบิน (The Flight Data Recorder - FDR)

      เครื่อง FDR จะบันทึกสภาวะต่างๆ ในระหว่างปฏิบัติการบิน ตามกฎระเบียบสำหรับอากาศยานรุ่นใหม่ๆ จะต้องมีการตรวจบันทึกข้อมูลที่สำคัญอย่างน้อย 11 ถึง 29 ประเภท ตามขนาดเครื่องบิน เช่น เวลา ระยะสูง ความเร็ว ทิศทาง และท่าทางของเครื่องบิน นอกจากนี้ FDR บางเครื่องสามารถบันทึกสถานะต่างๆ ได้อีกมากกว่า 700 ลักษณะ ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการสอบสวน รายการที่ถูกตรวจบันทึกพื้นฐานได้แก่ เวลา ระยะสูง ความเร็ว อัตราเร่งตามแนวดิ่ง ทิศทาง ตำแหน่งคันบังคับและอุปกรณ์บังคับการบินอื่นๆ ตำแหน่งของแพนหางระดับ อัตราการไหลของเชื้อเพลิง ด้วยข้อมูลที่อ่านได้จาก FDR ทำให้คณะผู้สอบสวนอุบัติเหตุสามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวของการบินได้ เจ้าหน้าที่สอบสวนสามารถมองเห็นภาพท่าทางเครื่องบิน ค่าที่อ่านได้จากเครื่องวัด การใช้เครื่องยนตร์ และ ลักษณะอาการต่างๆ ของการบิน ภาพเคลื่อนไหวนี้ทำให้คณะผู้สอบสวน ทราบเหตุการณ์สุดท้ายของการบินก่อนเกิดอุบัติเหตุ

     แม้อุปกรณ์ทั้งสองจะถูกเรียกว่า "กล่องดำ" แต่ตัวกล่องจริงจะมีสีแสดสะดุดตา และมีแถบสะท้อนแสงติดอยู่ เพื่อช่วยให้สังเกตง่าย เหตุที่เรียกว่า "กล่องดำ" อาจเป็นเพราะอุปกรณ์นี้มีสีดำในรุ่นแรกๆ หรือเรียกตามสภาพที่ดำเกรียม หลังจากถูกเผาไหม้
    
 เมื่อเกิดอากาศยานอุบัติเหตุ อุปกรณ์ที่จะต้องคงสภาพมากที่สุดคือส่วน Crash-Serviable Memory Unit (CSMU) ของ CVR และ FDR แม้ตัวกล่องและส่วนประกอบอื่นๆ จะเสียหาย ดังนั้นอุปกรณ์นี้จะต้องได้รับการออกแบบให้ทนความร้อน, แรงกระแทก และแรงกด โดยผ่านการทดสอบต่อไปนี้
- ยิงอุปกรณ์นี้ให้กระทบเป้าอลูมิเนียมเพื่อให้เกิดแรงกระแทก 3,400 G (แรงโน้มถ่วงของโลก = 1 G)
- ทดสอบความทนต่อการเจาะ โดยปล่อยก้อนน้ำหนักขนาด 500 ปอนด์ (227 กิโลกรัม) ที่มีเข็มเหล็กขนาด 0.25 นิ้ว อยู่ด้านล่าง   ให้กระทบลงบน CSMU จากความสูง 10 ฟุต (3 เมตร)
- ทดสอบด้วยแรงกด 5,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เป็นเวลา 5 นาที บนทุกด้านของ CSMU
- เผาด้วยความร้อน 2,000 oF (1,100 oC) นาน 1 ชั่วโมง
- แช่ในน้ำเค็มนาน 24 ชั่วโมง
- แช่น้ำนาน 30 วัน
- ทดสอบความทนทานต่อของเหลวอื่นๆ เช่น เชื้อเพลิงเครื่องบิน, นำมันหล่อลื่น และสารเคมีดับเพลิง

สภาพกล่องดำหลังเกิดอุบัติเหตุ

      เครื่องบันทึกแต่ละเครื่องจะต้องประกอบด้วยเครื่องแจ้งตำแหน่งใต้น้ำ (Underwater Locator Beacon - ULB) หรือเรียกว่า "pinger" เพื่อช่วยการค้นหาในกรณีอุบัติเหตุเหนือน้ำ pinger จะทำงานเมื่อจมน้ำโดยจะส่งคลื่นเสียงความถี่ 37.5 kHz อุปกรณ์นี้สามารถส่งสัญญาณได้จากความลึกถึง 14,000 ฟุต หน่วยกู้ภัยจะใช้อุปกรณ์พิเศษที่เรียกว่า Pinger Locator System (PLS) ลากไปในน้ำเพื่อรับสัญญาณจาก "pinger" เพื่อค้นหาตำแหน่งของ "กล่องดำ"
     เมื่อพบกล่องดำแล้ว เจ้าหน้าที่จะขนส่งอย่างระมัดระวัง เพื่อนำไปเข้ากระบวนการตรวจสอบ โดยคงสภาวะเดิมให้มากที่สุด หากค้นพบในน้ำ เครื่องบันทึกจะถูกส่งไปในถังบรรจุพร้อมกับน้ำ เพราะหากเครื่องบันทึกแห้งลง ข้อมูลอาจสูญเสียไปได้
     ด้วยอุปกรณ์และคอมพิวเตอร์ที่สลับซับซ้อน ข้อมูลที่บันทึกไว้จะได้รับการแปลงรูปแบบให้สามารถเข้าใจง่าย เพื่อนำไปประกอบกับหลักฐานอื่นๆ ในการพิจารณาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป หากเครื่องบันทึกไม่เสียหายมากนัก ผู้สอบสวนเพียงต่อเครื่องบันทึกเข้ากับเครื่องอ่าน ก็จะทราบข้อมูลได้ภายในสองสามนาที แต่บ่อยครั้งพบว่าเครื่องบันทึก ที่ค้นหาได้จากซากเครื่องบินจะบุบสลายและถูกเผาไหม้ ในกรณีเช่นนี้ แผงหน่วยความจำจะถูกถอดออกมาทำความสะอาด และเชื่อมโยงเข้ากับเครื่องบันทึกอีกเครื่องหนึ่งที่มี Software พิเศษที่สามารถถ่ายเทข้อมูลได้ โดยไม่มีการเขียนทับหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล
     ทั้ง CVR และ FDR เป็นเครื่องมือล้ำค่าในการหาสาเหตุของอุบัติเหตุ ด้วยวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยี "กล่องดำ" ยังคงเป็นอุปกรณ์ชนิดเดียวที่ทำหน้าที่อย่างเยี่ยมยอดในการให้ข้อมูลหลักฐานที่หาไม่ได้ด้วยวิธีอื่น

Back to Index