ตามที่ฝ่ายช่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการให้บริการซ่อมบำรุงเครื่องบิน เพื่อสนับสนุนกิจการ การบินของบริษัทฯ และสายการบินลูกค้า โดยมีโรงซ่อมบำรุงเครื่องบิน 4 หลัง อยู่ที่บริเวณท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ จากการประมาณการความต้องการใช้โรงซ่อมบำรุงเครื่องบิน ตามแผนการเพิ่มจำนวนเครื่องบิน ของบริษัทฯ และจากความต้องการ ของสายการบินลูกค้าพบว่า โรงซ่อมบำรุงเครื่องบินที่มีอยู่จะไม่เพียงพอกับความต้องการดังกล่าว อีกทั้งไม่มีพื้นที่เพื่อสร้างเพิ่มเติมที่ดอนเมืองได้ จึงมีการศึกษาและพิจารณาโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งที่ 2 ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยร่วมกับรัฐบาลฝรั่งเศส และได้นำเสนอขออนุมัติคณะรัฐมนตรีซึ่งได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2538 ให้ดำเนินการก่อสร้างศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งที่ 2 ณ สนามบินอู่ตะเภา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ทันในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งศูนย์ซ่อมอากาศยานของบริษัทฯ ที่ดอนเมือง ไม่สามารถรองรับการซ่อมบำรุงที่เพิ่มขึ้นได้ โดยมีลำดับความเป็นมาดังนี้

กรกฎาคม 2535 : บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมมือกับบริษัท SOGERMA- SOCEA เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ในการจัดตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งที่ 2 ผลการศึกษาสรุปได้ว่า ควรจัดตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งที่ 2 ขึ้น ณ สนามบินอู่ตะเภา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง

30 สิงหาคม 2537 : คณะรัฐมนตรีมีมติให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นดำเนินการโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งที่ 2 ณ สนามบินอู่ตะเภา เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการในปี 2539 และแล้วเสร็จสามารถใช้งานได้ในปี 2540

12 มกราคม 2538 : คณะกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีมติให้ดำเนินการออกแบบศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งที่ 2 ณ สนามบินอู่ตะเภาไปก่อน เพื่อให้สามารถเปิดดำเนินการได้ทันในปี 2540 เพราะศูนย์ซ่อมฯ แห่งที่ 1 ณ สนามบินดอนเมืองถึงจุดอิ่มตัวในปีดังกล่าว และไม่มีพื้นที่ในการขยายศูนย์ซ่อมฯ อีกแล้ว ทั้งนี้ โดยเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่ออนุมัติงบลงทุนและพิจารณาให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 100% ตามที่คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการฯ เสนอ

21 พฤศจิกายน 2538 : คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ดังนี้

1. เห็นควรอนุมัติโครงการก่อสร้างศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งที่ 2 ณ สนามบินอู่ตะเภา ด้วยวงเงินลงทุนรวม 3,004.67 ล้านบาท

2. สำหรับการบริหารงานศูนย์ซ่อมฯ เห็นควรยืนยันมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 30 สิงหาคม 2537 ที่กำหนดให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัทจำกัดขึ้นดำเนินงานตามโครงการฯ ในระหว่างก่อสร้างศูนย์ซ่อมฯ ให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินการจัดตั้งบริษัทจำกัดไปพร้อมกัน โดยบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นทั้งหมดก่อน และในระยะต่อไป จึงกระจายหุ้น ให้เอกชนไทย และต่างประเทศ ตลอดจนสายการบินอื่นเข้าร่วมลงทุนในบริษัทใหม่ที่จัดตั้งขึ้น 12 กุมภาพันธ์ 2539 : บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารโครงการฯ โดยมี กัปตัน ปรีชา ถาวรประดิษฐ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เป็นประธานคณะกรรมการฯ และกรรมการชุดต่างๆ เพื่อดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายในปี 2540 และเนื่องจากปัญหา วิกฤติเศรษฐกิจจึงทำให้การก่อสร้างล่าช้าไป จนกระทั่งแล้วเสร็จในปี 2541   17 พฤษภาคม 2542 : ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย ทำพิธีเปิดศูนย์ซ่อมอากาศยาน (อู่ตะเภา) ณ สนามบินอู่ตะเภา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง

งบประมาณการลงทุนโครงการฯ
งบประมาณการลงทุนโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 3,004.67 ล้านบาท

การดำเนินโครงการฯ

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุมัติจากกรมธนารักษ์ และกองทัพเรือให้เช่าพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของสนามบินอู่ตะเภา เป็นจำนวน 150 ไร่ เพื่อใช้ก่อสร้างศูนย์ซ่อมอากาศยานฯ อันประกอบด้วยอาคารต่าง ๆ รวม 20 อาคาร เช่น
- ลานจอดอากาศยาน มีพื้นที่ 43,000 ตารางเมตร
- โรงซ่อมบำรุงอากาศยานลำตัวกว้างแบบ TWIN HANGAR มีพื้นที่ 24,000 ตารางเมตร
- อาคารโรงงาน มีพื้นที่ 18,000 ตารางเมตร
- อาคารอำนวยการและศูนย์ฝึกอบรม มีพื้นที่ 1,409 ตารางเมตร
- อาคารคลังพัสดุ , โรงอาหาร , โรงบำบัดน้ำเสีย และอื่นๆ
โดยงานออกแบบเบื้องต้น (PRELIMINARY DESIGN) ได้รับการตรวจสอบ และเห็นชอบจากกรมการบินพาณิชย์

งานด้านการก่อสร้าง : แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ
1. ขั้นตอนการออกแบบ (DESIGN PHASE) เป็นการสรรหาบริษัทที่ปรึกษาการออกแบบ (DETAIL DESIGN) และควบคุมการก่อสร้าง
2. ขั้นตอนการก่อสร้าง (CONSTRUCTION PHASE) แบ่งออกเป็น - งานปรับพื้นที่ - งานด้านฐานราก - งานก่อสร้าง

tech05.jpg (18383 bytes)แผนการรับบุคลากรและฝึกอบรม

จากการประมาณการในเบื้องต้น จะใช้บุคลากรทั้งสิ้นราว 503 คน ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะย้ายโอนจากศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งที่ 1 (ดอนเมือง)

ขีดความสามารถ

ศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งที่ 2 สามารถซ่อมใหญ่อากาศยาน และระบบทั้งในระดับ C-CHECK และ D-CHECK ได้ 3 ลำพร้อมกัน โดยแบ่งเป็นเครื่องบินแบบลำตัวกว้าง 2 ลำ และเครื่องบินขนาดเล็กอีก 1 ลำ เครื่องบินลำตัวกว้าง : ได้แก่ โบอิ้ง 747 โบอิ้ง 777 แอร์บัส 300-บี 4 แอร์บัส 300-600 แอร์บัส 310 แอร์บัส 330 ดีซี-10 และ เอ็มดี-11 เครื่องบินขนาดเล็ก : ได้แก่ โบอิ้ง 737 เอทีอาร์ 42/72 บีเออี 146 และเครื่องบินของหน่วยราชการและเอกชน รวมทั้งยังซ่อมบำรุงอุปกรณ์อากาศยานที่เกี่ยวข้อง เช่น อุปกรณ์ในห้องผู้โดยสารทั้งที่เป็นโลหะแผ่น และ FIBERGLASS เช่น ครัว ( GALLEY ) อุปกรณ์ประกอบเก้าอี้ผู้โดยสาร และงานตกแต่งต่างๆ เป็นต้น

ประโยชน์ที่ได้รับจากศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งที่ 2 ( อู่ตะเภา )

1. ลดค่าใช้จ่ายของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในการจ้างบริการต่างประเทศ ทั้งในส่วนอัตราค่าจ้างแรงงาน และค่าบริการจัดการด้านพัสดุ (MATERIAL HANDLING)

2. ลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ

3. ก่อให้เกิดการสร้างงานเพิ่มเติมในประเทศไทย มีการกระจายรายได้ในต่างจังหวัด โดยก่อให้เกิดการว่าจ้างแรงงานทางด้านช่าง ซึ่งเป็นแรงงานฝีมือ

4. เป็นการเตรียมการตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ในการแยกกิจการรัฐวิสาหกิจออกมา เพื่อพัฒนาไปในรูปบริษัทจำกัดในอนาคต

5. เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางด้านการซ่อมบำรุงเครื่องบินให้มีขอบเขตกว้างออกไป โดยให้บริการกับลูกค้าต่างประเทศ นับเป็นการส่งเสริมชื่อเสียงของประเทศชาติในทางอ้อมอีกด้วย

Back to Index