เซี่ยงไฮ้
ข้อมูลพื้นฐาน

พื้นที่ : 6,340 ตารางกิโลเมตร
พลเมือง : 16.7 ล้านคน
ประเทศ : สาธารณรัฐประชาชนจีน
ภาษา : จีนกลาง
เขตเวลา : GMT/UTC +8
รหัสโทรศัพท์ :
021


ช่วงเวลาที่ควรเดินทาง : ช่
วงเวลาที่ดีที่สุดคือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน-กลางพฤษภาคม) และฤดูใบไม้ร่วง
(ปลายกันยายน-กลางพฤศจิกายน) ในฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำกว่าศูนย์องศา อย่างไรก็ดี ในฤดูร้อนเป็นช่วงฤดู ที่มีนักทอ่งเที่ยวเดินทางมามากที่สุด ซึ่งแม้ว่าอากาศจะร้อนถึง 40 องศาเซลเซียส ก็ตาม อย่างไรก็ดี ควรหลีกเลี่ยงเดินทาง ในช่วงเทศกาล Trade Fair และวันเฉลิมฉลองปีใหม่จีน เพราะการจราจรจะหยุดชะงัก และคลาคล่ำไปด้วยผู้คน

เทศกาล
: งานใหญ่ที่สุดในตารางการท่องเที่ยวของเซี่ยงไฮ้คือ
เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ(Spring Festival) ชาวเมืองจะผละจากงาน มาร่วมงานฉลองที่ใหญ่ที่สุดที่จัดขึ้นที่วัดหลงหัว มีการแสดง เชิดสิงโตและมังกร เทศกาลโคมไฟ(Lantern Festival) (กุมภาพันธ์) โดยเฉพาะในสวนยูหยวน จะเต็มไปด้วยสีสัน ของโคมไฟกระดาษหลากสีที่ผู้คนที่ถือมาร่วมงาน งานวัดหลงหัว(Temple Fair) จัดขึ้นวันที่ 3 ของเดือนเมษายน เป็นเทศกาล พื้นบ้านของชาวจีนตะวันออกที่เก่าแก่ และยิ่งใหญ่ที่สุด เทศกาลชานานา ชาติเซี่ยงไฮ้(Shanghai International Tea Culture Festival) และวันเชงเม้ง(Tomb Sweeping Day) ที่จัดขึ้นเพื่อบูชาบรรพบุรุษจะจัดช่วง เดือนเมษายน เทศกาลเรือมังกร(Dragon Boat Festival) จัดขึ้นวันที่ 5 ของเดือนมิถุนายน เป็นวันที่รำลึกถึงวันเสียชีวิต ของ Qu Yuan กวีรัฐบุรุษที่พลีชีพด้วยการโดดน้ำตาย เพื่อต่อต้าน การคอรั่ปชั่น เทศกาลเบียร์เซี่ยงไฮ้(Shanghai Beer Festival)จะถูกจัด ประมาณประเดือน กรกฎาคม เทศกาลกลางฤดูใบไม้ผลิ(Mid-Autumn Festival) หรือเทศกาลไหว้พระจันทร์ (The Moon Festival) เป็นช่วงเวลาที่จะ ได้ลิ้มรสขนม ไหว้พระจันทร์แสนอร่อย โดยจะจัดในเดือนกันยายน จากนั้น เทศกาลการ ท่องเที่ยวเมืองเซี่ยงไฮ้(Shanghai Tourism) จัดขึ้นช่วงปลายกันยายนโดยมีรายการ การท่องเที่ยว ทางวัฒนธรรมมากมาย ปิดท้ายในเดือนพฤศจิกายน ถึงต้นเดือนธันวาคมด้วยเทศกาลศิลปะ นานาชาติ(International Arts Festival)


      เมื่อก่อนหากเอ่ยถึง เซี่ยงไฮ้ เราก็อาจจะนึกถึงภาพของโจวหยุนฟะ ใส่สูทยาวสีดำ มีผ้าพันคอสีขาวคาดทับ พร้อมมีลูกสมุนติดตาม อย่างในหนังเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ที่เคยเป็นหนังยอดฮิตในอดีต แต่มาสมัยนี้เซี่ยงไฮ้ทำให้ เรานึกถึงภาพของเมืองๆ หนึ่งที่มีความทันสมัย ของโลกตะวันตกผสมผสานกับ ความเป็นเอกลักษณ์ของโลกตะวันออก ได้อย่างกลมกลืนและลงตัวเซี่ยงไฮ้หรือซ่างไห้ มีความหมายว่า ตั้งอยู่ริมทะเล ซึ่งตามลักษณะภูมิประเทศ ของเมืองจะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากปากแม่น้ำแยงซีเกียง 17 ไมล์

การเดินทางกรุงเทพ - เซี่ยงไฮ้ ในปัจจุบันใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับสมัยโบราณที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานนับเดือน เซี่ยงไฮ้เป็นชุมชนเก่าแก่นับตั้งแต่สมัยสามก๊ก (475-221 ปีก่อนคริสต์กาล) เดิมเคยชื่อว่าซ่างไห้ตามชื่อเจ้าเมือง ต่อมาเปลี่ยนเป็นหู้ ที่แปลว่า ไซดักปลา เพราะในอดีต เมื่อ 5,000 ปีก่อน ที่แถบนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน และเต็มไปด้วย หมู่บ้านชาวประมง ต่อมาเมืองเซี่ยงไฮ้ ได้เจริญอย่างขีดสุด หลังสงครามฝิ่นในปี ค.ศ 1848 สมัยราชวงศ์ชิง ชาวต่างชาติ ได้เข้ามาทำการค้าโดยเสรี โดยมีเขตแบ่งเช่าพื้นที่หลายแห่ง สำหรับชาวต่างชาติ ทำให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบยุโรป สมัยใหม่จึงทำให้เซี่ยงไฮ้ได้รับการขนานนามว่า "นครปารีสแห่งตะวันออก"

ปัจจุบัน เซี่ยงไฮ้ กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของจีน เนื่องจากรัฐบาลจีนเน้นให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน ทำธุรกิจมากมาย เซี่ยงไฮ้ แบ่งออกเป็น 2 เขตคือ เขตผู่ต้งใหม่และผู่ต้งเก่า โดยมีแม่น้ำหวงผู่กั้นซึ่งหากเรา มาจากสนามบินแห่งใหม่ ก็จะเข้าสู่เขตผู่ต้งใหม่ ก่อน โดยจะมีสัญลักษณ์เป็นตึกรามบ้านช่องที่ทันสมัยสูงเสียดฟ้า

แหล่งท่องเที่ยวน่าในใจ

หอไข่มุก (The Oriental Pearl TV Tower)


ฟังดูนึกว่าเป็นหอที่ขายไข่มุก แต่กลับกลายว่าเป็นหอส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ สูง 468 เมตร ที่สวยที่สุด หอไข่มุกตั้งอยู่หน้าอ่าวผู่ต้งใหม่ในตอนกลางคืนมีการเปิดไฟสวยงามตระการตา และในบริเวณใกล้เคียงก็มีตึกสูงๆ ที่ต่างก็ประโคมเปิดไฟเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน

ไว่ทาน (Waitan)
หรือที่ชาวต่างชาติจะเรียกว่า เดอะบันด์ (The Bund) เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ เซี่ยงไฮ้นับตั้งแต่อดีตกาล จนถึงปัจจุบัน ตั้งอยู่บนถนนจงซาน ถนนที่มีทิวทัศน์งดงาม เนื่องจากเป็นถนนกว้างที่โค้งไปตามริมแม่น้ำหวงผู่ โดยด้านหนึ่งเป็นตึกเก่าแก่ที่มีรูปทรง สถาปัตยกรรม เป็นแบบตะวันตก ทั้งนี้ก็เพราะครั้งหนึ่งแถบนี้เคยเป็น เขตเช่าของชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติชุดแรกของเอเชีย ในยามกลางวัน บริเวณเดอะบันด์ก็เป็น ที่ที่ผู้คนนิยมเดินเล่นทอดน่อง ในขณะที่ในยามราตรี บริเวณดังกล่าวนี้ก็คลาคล่ำไปด้วย หนุ่มสาวชาวเซี่ยงไฮ้ ที่บ้างก็จูงมือกันเดินชมวิวทิวทัศน์ หรือนักท่องเที่ยวที่พากันเดินชม เมืองเซี่ยงไฮ้กันเป็นกลุ่มๆ


สวนสาธารณะหวงผู่
เป็นสวนสาธารณะที่มีการจัดแต่งสวนแบบอังกฤษโดยแท้ ซึ่งมีชื่อเสียงมากในอดีต เนื่องจากสมัยที่อังกฤษเข้ามามีอิทธิพล ในจีนได้ติดป้ายเขียนไว้ชัดเจนว่า "ห้ามสุนัขและชาวจีนเข้า"

ถนนนานจิง (Nanjing)
หรือถนนคนเดิน ถือได้ว่าเป็นถนนอเนกประสงค์ของชาวจีนเนื่องจากในยามเช้า จะเป็นบริเวณที่ผู้คน โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุออกกำลังกายทั้ง รำไทเก๊ก รำกระบี่ รำพัด พอตกสายหน่อยก็จะกลายเป็นแหล่งช้อบปิ้ง เพราะเป็นที่ตั้งของ บรรดาห้างสรรพสินค้ามากมาย และต้องถือว่าเป็นย่านสวรรค์ของบรรดาสาวกแบรนด์เนมทั้งหลาย แต่สำหรับ ผู้ที่ต้องการซื้อของที่ระลึกแนะนำให้ไปย่านเหรินเหมิน (Renmin) และถนนจงหัว (Zhonghua) ซึ่งเป็นเขต ที่เข้าสู่ย่าน เมืองเก่า ถนนนานจิงนี้เปิดให้รถประจำทางวิ่งตอน 9 โมงเช้า - 6 โมงเย็น หลังจากนั้นจะปิดถนนให้คนเดินเท่านั้น ละแวกนี้นอกจากจะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ยังมีงานศิลปะชั้นดีให้คุณได้เลือกเสพอีกด้วย โดยทางตอนใต้ของถนนนานจิงเป็นที่ตั้งของหอศิลปะช่างไห่เหม่ยซู่ก่วน และจัตุรัสเหรินเหมินกว๋างฉ่าง ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางสังคมและสถานที่พักผ่อนนอกบ้านของชาวเซี่ยงไฮ้

พิพิธภัณฑ์ช่างไห่ป๋ออู้ก่วน
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัยและกว้างขวาง โดยมีอาคารหอศิลป์ 11 หลัง ซึ่งจะจัดแสดงงานศิลปะนานาชนิด เป็นต้นว่า ภาพเขียน เครื่องหยก งานประติมากรรม เซรามิก ตราประทับงานเขียนอักษร และงานหล่อสำริดที่ได้ชื่อว่ายอดเยี่ยม ที่สุดในโลก

เขตสัมปทานเก่าของฝรั่งเศส
ยังคงเป็นบริเวณที่คงสภาพแบบเดิมอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยคุณจะได้เห็นคฤหาสน์สวยแบบฝรั่งเศสในยุคสมัยก่อน บริเวณดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งของบ้านก่าซุนยัดเซน ผู้นำทางการเมืองคนสำคัญของจีน ซึ่งภายในบ้านได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ อีกด้วย ละแวกนี้ยังเป็นบ้านพักและที่ทำงานของเหมาเจ๋อตุง และโจวเอินไหล รวมทั้งที่ตั้งของรัฐสภาแห่งแรกของ พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ยังคงสภาพไม่ต่างจากในอดีต

ถนนหวยไห่ลู่
เป็นอีกถนนหนึ่งที่นักช้อปทั้งหลาย จะต้องพึงใจเป็นอย่างมาก เพราะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านขายของเก่าและตลาดนัด ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนมชื่อดัง ถนนสายนี้เป็นย่านช้อปปิ้งที่ทันสมัยและ ไม่พลุกพล่านท่าถนนนานจิง

วัดเทพเจ้าประจำเมือง (Temple of the God)
มีอีกชื่อว่า เฉินหวงเมี่ยว (Chenghuang Miao) เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่จะพาคุณย้อนกลับไปคืนวันเก่าๆ ของเซี่ยงไฮ้ ด้วยบรรยากาศแบบจีนโบราณ ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในเขตตัวเมือง ท่านที่แวะเมืองเซี่ยงไฮ้ ต้องไม่พลาดที่จะสักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งตามความเชื่อของชาวจีนว่ากันว่าทุกเมืองจะต้องมีวัดประจำเพื่อปกป้องเมือง ให้ปลอดภัย โดยรอบวัดยังเป็นพื้นที่ตลาดนัดขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก

อุทยานอวี้หยวน (Garden of Joy)
ตั้งอยู่ด้านข้างเป็นที่ตั้งของอุทยานอวี้หยวนซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษที่เพราะพริ้งว่า
Garden of Joy โดยบรรยากาศภายใน อุทยานร่มรื่นไปด้วยสวนไม้กลางภูเขาจำลอง สระปลา กำแพงสลักเป็นรูปมังกรและศาลาโถงหลายหลังที่เชื่อมถึงกันด้วย สะพาน หลายแห่ง และพิเศษสำหรับผู้ที่หลงไหลการดื่มชา ต้องไม่พลาดที่จะแวะ ไปที่ร้านน้ำชา หูซิงถิง ด้วยความที่เป็นร้านชา ที่เก่าแก่ที่สุดและดีที่สุดในเซี่ยงไฮ้ โดยชั้นสอง ของร้านมีชารสดี และอาหารว่างแบบจีนไว้บริการ โดยร้านน้ำชานี้จะตั้ง อยู่กลาง บึงน้ำเล็กๆ รับรองได้ว่าคุณต้องเคลิบเคลิ้มจนไม่อยากกลับเชียวแหละ

ตลาดเซี่ยงหยาง
คล้ายๆ ตลาดนัดจตุจักร เป็นตลาดกลางแจ้งขนาดใหญ่ ขายสินค้าแบรนด์เนมดังๆ ตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ กระซิบบอกนิดนึงว่าราคาเขาบอกผ่านเยอะ เพราะฉะนั้นต้องต่อราคาให้ดีเมื่อจะซื้อ


ซินเทียนตี่
หรือที่แปลว่า โลกใบใหม่ ฉะนั้นก็ต้องแตกต่างจากโลกใบเก่าในอดีตของเซี่ยงไฮ้อย่างสิ้นเชิง เพราะที่นี่คือ แหล่งท่องเที่ยว ยามราตรีของเซี่ยงไฮ้ อาคารเก่าแก่มากมายถูกตกแต่งให้เป็นร้านอาหาร นอกจากนี้ยังมีอาคารแสดงศิลปะ มีโรงหนัง โรงละคร และทีวีจอยักษ์ที่ผนังตึกด้านนอกอีกด้วย

เมืองหนานฉิน (Nanxun)
ตั้งอยู่ในมณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. 30 นาที จากเมืองเซี่ยงไฮ้ โดยระหว่างทาง จะเห็นเรือกสวนไร่นา แปลงปลูกผักมากมาย ขณะที่บ้านเรือนของผู้คน ในแถบนี้นิยมมุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีเทาดำ และจะทำให้มีรูปทรงคล้ายหมวกจีนโบราณ หรือไม่ก็มงกุฎ ซึ่งถือว่าเป็นวัฒนธรรมแบบเจ้านายในยุคเก่า หลังคาที่เป็น รูปทรงหมวก หมายถึงการมีอำนาจ เสาภายในบ้าน ก็ต้องเป็นสีแดง ซึ่งแสดงถึงความมีฐานะผ่านเมืองหนานฉิน ต้องไม่พลาดเที่ยวชม หมู่บ้านตลาดน้ำ เป็นบริเวณที่มีลำคลองขนาดใหญ่ ไหลผ่านหมู่บ้าน โดยหมู่บ้านดังกล่าวเริ่มสร้างขึ้น ในสมัยราชวงศ์ซ่ง นับตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์ชิง เมื่อ 700 ปี ก่อน โดยผู้คนในบริเวณ ดังกล่าวนิยมปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อนำมาทอผ้าไหม และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผ้าไหมจีนคุณภาพเยี่ยมก็โด่งดังไปทั่วโลก

เมืองหังโจว
เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีธรรมชาติงดงามราวกับจิตรกรฝีมือดีบรรจงวิจิตรขึ้น ตัวอาคารบ้านเรือน ไม่สูงมากนัก ตึกใหญ่จะสูงแค่ 7-8 ชั้น เนื่องจากเกรงว่าจะไปบดบังทิวทัศน์ที่สวยงามโดยรอบ หังโจวเป็นเมืองเก่าแก่โบราณติด 1 ใน 7 ของจีน ที่ประกอบไปด้วย ซีอาน โล่วหยาง เจ้อโจว ปักกิ่ง นานกิง หังโจว เสฉวน ในเมืองหังโจวมีทะเลซีหู (Xihu) เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยว ให้ความสนใจมากที่สุด โดยทะเลสาบซีหู เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ของชาวเมืองทั่วไปรวมไปถึง นักท่องเที่ยวที่มักจะไม่พลาดโปรกแกรมล่องเรือชมทะเลสาบ โดยเรือที่พานักท่องเที่ยว ล่องทะเลสาบนั้นถูกตกแต่งอย่างสวยงาม ราวกับย้อนอดีตไปสมัยที่ยังใช้กำลังภายในกันอยู่ เข้ากับบรรยากาศโดยรอบ แตกต่างกับภายในตัวเมืองหังโจว ซึ่งมีความทันสมัยไม่น้อย เพราะมีทั้งสนามบินนานาชาติ ทางด่วน ห้างสรรพสินค้า แหล่งช้อปปิ้ง อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่โด่งดังของประเทศจีน อีกด้วย

สถานทูตประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนในไทย : เลขที่ 57 ถนน  รัชดาภิเษก
โทรศัพท : 0-2245-7032-3 0-2245-7036-7
แฟกซ์    : 0-2247-2214
เวลาทำการ : 9.00-11.30
เอกสารในการขอวีซ่า : จดหมายนำแบบฟอร์มการสมัคร รูปถ่าย 2 นิ้ว 1 ใบ
ค่าวีซ่า : ประมาณ 550-1,350 บาท
ใช้เวลา 4 วันทำการ 550 บาท (Single Visa)
ใช้เวลา 2 วันทำการ 1,350 บาท (Single Visa)


Back to Index