บาหลี
ข้อมูลพื้นฐาน
ภูมิประเทศ บาหลีเป็นเกาะแห่งหนึ่งในบรรดาเกาะทั้งหมดจำนวน 13,677 เกาะของประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกปลายเกาะชวา มีพื้นที่ 5,620 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าจังหวัดภูเก็ต ในประเทศไทย ประมาณ 6 เท่า พื้นที่ทางตอนเหนือของเกาะมีลักษณะเป็นแนวภูเขาไฟ โดยมีภูเขาที่ยังคุกรุ่นอยู่ คือ ยอดเขากูนุงอากุง ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเกาะ โดยมีความสูงถึง 3,142 เมตร ด้านภูมิประเทศค่อยๆ ลาดต่ำลงมาทางตอนใต้ โดยภาคกลางมีลักษณะของพื้นที่ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ โดยตามไหล่เขายังคงมีการทำนาแบบขั้นบันได ด้านชายฝั่งทะเลทิศเหนือเป็นแหล่งผลิตกาแฟ และเนื้อมะพร้าวแห้งส่งออก ด้านตะวันตกของเกาะ มีประชากรอาศัยอยู่ไม่มากนัก เนื่องจากมีภูมิประเทศมีสภาพแห้งแล้ง
เมืองหลวงของเกาะบาหลี เมืองเดนปาซาร์ มีประชากรประมาณ 370,000 คน
สนามบินระหว่างประเทศ งูราห์ไร (Ngurah Rai Airport) ซึ่งเป็นสนามบินที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงวีรบุรุษที่ต่อสู้กับชาวดัชต์ เพื่ออิสรภาพของชาวบาหลีใน พ.ศ. 2492 ตั้งอยู่ห่างจากทางใต้ของเมืองเดนปาซาร์ ไปประมาณ 13 กิโลเมตร
ศาสนา 95% เป็นฮินดู นอกนั้นเป็นมุสลิมและคริสต์
ประชากร 3 ล้านคน
ภาษา Bahasa Bali, Bahasa Indonesian และภาษาอังกฤษในบริเวณแหล่งท่องเที่ยว
ค่าเงิน รูเปียห์
เวลา UTC/GMT +8 hours (เร็วกว่าประเทศไทยประมาณ 1 ชั่วโมง)
ฤดูกาลท่องเที่ยวบาหลี บาหลีมี 2 ฤดูเหมือนกับภาคใต้ของประเทศไทย ฤดูแล้งเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน - กันยายน เดือนที่มีอากาศเย็นสบาย คือเดือนพฤษภาคม มิถุนายน และกรกฎาคม ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม - มีนาคม ช่วงที่ฝนตกหนักที่สุดคือ เดือนธันวาคม และมกราคม เดือนที่อากาศร้อนที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม
สถานทูต Indonesia ในประเทศไทย เลขที่ 600-602 ถ.เพชรบุรี ข้างตึกพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า เบอร์โทรศัพท์ 0-2252-3135-0 หรือ 0-2252-3175-80
เวลาการขอวีซ่า 8.00-12.00 Hrs.
เอกสารประกอบการขอวีซ่า
- วีซ่านักธุรกิจ จดหมายนำ Application Form, รูป 2" 2 ใบ ค่าวีซ่า ประมาณ 2,400 บาท ใช้เวลา 2-3 วันทำการ
- วีซ่านักท่องเที่ยว หนังสือเดินทางไทยที่มีอายุใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ยกเว้นไม่ต้องทำวีซ่า อยู่ได้ 2 เดือน
บาหลี เคยอยู่ภายใต้การปกครองของดัชต์มาก่อน ก่อนที่ชาวท้องถิ่นจะสามารถเรียกร้องอิสรภาพคืนมาได้ และแม้ว่าหมู่เกาะแห่งนี้จะเคยถูกปกครองด้วยประเทศทางยุโรป แต่อารยธรรมต่างๆ ของทางยุโรป กลับไม่สามารถลบล้างวัฒนธรรมดั้งเดิม ของชาวบาหลีลงได้เลย โดยเฉพาความศรัทธาในศาสนา ผู้คนชาวบาหลียังคงดำรงวัฒนธรรมดั้งเดิม มีการทำบุญไหว้พระ เป็นประจำสม่ำเสมอ บาหลี เป็นแห่งเดียวในประเทศอินโดนีเซีย ที่ผู้คนนับถือศาสนาฮินดู ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ นับถือศาสนามุสลิม
บาหลีจัดได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก คู่บ่าวสาวหลายคู่เลือกที่นี่เป็นที่ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ เนื่องจากบาหลีเป็นเกาะที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูงกว่าเกาะอื่นๆ ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีปัญหาความขัดแย้งทางด้านเชื้อชาติ
สถานที่ท่องเที่ยวของบาหลีส่วนใหญ่จะเป็นวัดวาอารามที่เป็นเอกลักษณ์และคงความสวยงามเฉพาะตัวไม่เหมือนที่ใดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งรวมสินค้าพื้นบ้านที่น่าสนใจมากมายหลายชนิด ซึ่งราคาไม่แพงจนเกินไป โดยเฉพาะสินค้าจำพวกหัตถกรรม ผ้าทอ ไม้แกะสลัก และของที่ระลึกต่างๆ ในยามค่ำคืนยังมีการแสดงทางวัฒนธรรม เช่น การร่ายรำแบบต่างๆ ให้ชมอีกด้วย ขณะที่พื้นที่ที่เป็นภูเขาสูงกำเนิดมาจากภูเขาไฟ จะมีจุดเด่นอยู่ที่ทะเลสาบสวยงามหลายแห่ง ซึ่งเป็นทะเลสาบบนปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว นอกจากนี้ บริเวณดังกล่าวยังเป็นป่าสนที่มีภูเขาสูง มีการทำนาขั้นบันได ซึ่งแถบที่ขึ้นชื่อได้แก่ บริเวณเมือง อูบุด สำหรับผู้ที่หลงใหลกลิ่นไอทะเล บาหลีมีชายหาดที่สวยงามและมีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น หาดกูตา ซานูร์ นูซา ดัว เป็นต้น ซึ่งตามชายหาดเหล่านี้มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้เข้าร่วมมากมาย ทั้งกีฬาชายหาด วินด์เซิร์ฟ การเล่นกระดานโต้คลื่น ดำน้ำ เป็นต้นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
เมืองกูตา
อยู่ห่างจากสนามบินเพียง 2-3 กิโลเมตร ดังนั้น นักท่องเที่ยวจึงสามารถหาที่พักได้ โดยไม่ต้องเดินทางเข้าไปถึงเมืองเดนปาซาร์ เลย เมืองกูตานี้ มีชายทะเลที่มีหาดทรายยาวถึง 8กิโลเมตร นับว่าเป็นชายหาดที่ใหญ่ที่สุดของเกาะ ในเมืองกูตานี้ จะมีถนนลิเจียน (Jalan Legian) ซึ่งเป็นย่านหลักของธุรกิจท่องเที่ยว ร้านขายของที่ระลึก บริษัททัวร์ โรงแรม รีสอร์ท รวมไปถึงบริษัทรถเช่า รถเช่าที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นรถซูซูกิ คาริบเบียน โดยมีอัตราค่าเช่ารถวันละ 40,000 รูเปียห์ หรือเฉลี่ยแล้ววันละ 1,000 บาท สิ่งสำคัญในการเช่ารถ คุณต้องไม่ลืมทำบัตรใบขับขี่สากล มาด้วย สามารถติดต่อทำได้ที่กรมขนส่งทางบก แต่ทั้งนี้ ต้องเป็นผู้ที่มีใบขับขี่ในประเทศแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี อัตราค่าทำใบขับขี่สากลประมาณ 500 บาทถนนอูลูวาดู (Jalan Ulu Watu)
ถนนสายนี้จะสิ้นสุดที่วัดอูลูวาดู ซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาริมทะเลด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปลายคาบสมุทรบูกิตการเข้าชมวัดแห่งนี้ จะต้องเสียค่าบัตรผ่านประตูประมาณคนละ 1,000 รูเปียห์ โดยคนเฝ้าประตูจะให้ผ้าคาดเอวก่อนเข้าในบริเวณวัด ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกวัด ถ้าใส่ กางเกงขาสั้น ต้องนุ่งโสร่งทับ จึงเข้าในบริเวณวัดได้ วัดอูลูวาตูนี้ จัดได้ว่าเป็นวัดสำคัญ 1 ใน 5 แห่งที่อยู่ริมทะเล สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 11 จนถึง คริสต์ศตวรรษที่ 19 มีการบูรณะและได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี ภายในวัดแบ่งเป็น 3 ส่วนตามความเชื่อ คือ สวรรค์ มนุษย์ และบริเวณของภูตผีปีศาจ ประตูวัดแกะสลักหินเป็นรูปปีกครุฑตั้งอยู่สองข้าง เว้นช่วงตรงกลาง ประตูถัดไปมีรูปสลักเป็นหน้ากาก ดูน่าเกรงขาม ข้างประตูประดับประดาด้วยรูปสลักพระพิฆเนศ ชั้นสุดท้ายเป็นเจดีย์ซึ่งถือเป็นบริเวณที่มีความสำคัญที่สุด วัดนี้จัดได้ว่าเป็นสถานที่ที่สวยงามแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะในเวลาที่พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า
เมืองซานูร์ (Sanur)
เป็นเมืองชายทะเลด้านตะวันออกเฉียงใต้ที่ค่อนข้างเงียบสงบกว่าหาดกูตา ตลอดเส้นทางมีป้ายบอกความเร็วของรถ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะสภาพระหว่างเมืองแคบ รถวิ่งสวนกันได้พอดีเท่านั้น สองข้างทางมีสินค้าหัตถกรรมหลายประเภท ทั้งไม้แกะสลัก เครื่องปั้นดินเผา ผ้าบาติก และเครื่องจักสานวัดถ้ำค้างคาว (Goa Lawah)
เป็นวัดที่อยู่ริมทะเลอีกแห่งหนึ่งของเมืองคลุงคุง โดยจะมีการทำพิธีบูชาเทพเจ้าภายหลังจากเสร็จพิธีการต่างๆ แล้ว ชาวบ้านจะจัดขบวนแห่ไปที่วัดเพื่อบูชาเทพเจ้า ที่วัดแห่งนี้ มีค้างคาวนับพันๆ ตัวอาศัยอยู่ จึงกลายเป็นชื่อของวัดในที่สุด
หมู่บ้านเตงกานัน (Tenganan)
หมู่บ้านเตงกานัน จะตั้งอยู่ย่านปาดังไบ (Padung Bai) เป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมขนานแท้และดั้งเดิมของบาหลี (Bali Aga Village) ชาวบ้านยังใช้ชีวิตความเป็นอยู่ ดำรงรักษาวัฒนธรรม และการแต่งกายแบบพื้นเมืองในชีวิตประจำวัน แต่ละบ้านมีการทอผ้าที่เรียกว่า เกริงซิง (Geringsing) หรือ ดับเบิ้ล อีแกต (double ikat) ซึ่งเป็นวิธีการมัดย้อมทั้งเส้นยืนและเส้นนอนเป็นลวดลายต่างๆ คล้ายมัดหมี่ของประเทศไทย ก่อนนำมาทอเป็นผ้า ซึ่งทำได้ยากกว่าผ้าทอทั่วๆ ไป เล่ากันมาว่าเทพเจ้า เป็นผู้สอนให้หญิงสาวชาวเตงกานัน ทอผ้าชนิดนี้ และมีความเชื่อว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ สามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้ และจะใช้นุ่งห่มในวันสำคัญทางศาสนา หมู่บ้านนี้ล้อมรอบด้วยกำแพง มีประตูทางเข้าเล็กแห่งเดียว ต้องบริจาคเงินใส่ตู้หน้าประตูเสียก่อน ภายในเป็นบ้านที่อยู่อาศัยขนานกันเป็นแนวยาว เว้นตรงกลางเป็นลาน บางช่วงมีสิ่งก่อสร้างที่ใช้ร่วมกัน หน้าประตูเล็กๆของแต่ละบ้านแขวนผ้าทอพื้นเมืองมากมายหลายชนิด ส่วนผ้าทอมือดับเบิลอีแกตของแท้จะแขวนโชว์อยู่ข้างใน เนื่องจากมีราคาแพงมาก แต่สามารถต่อรองราคากันได้เมืองซันดิ ดาสา (Candi Dasa)
สำหรับผู้ที่รักแสง สี เสียง ชายหาดแห่งเมืองริมทะเลอย่าง ซันดิ ดาสา คงไม่เหมาะกับคุณ แต่หากคุณชอบหลับไหล ท่ามกลางเสียงเห่กล่อมของคลื่น ชายหาดแห่งนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน จากเมืองซันดิ ดาสา ขึ้นไปทางทิศเหนือ ท่านสามารถตรงไปยังเมืองอัมลาปุระ (Amlapura) ซึ่งเคยเป็นเมืองที่ถูกภัยจากภูเขาไฟอากุงระเบิด ทำให้ถูกตัดขาดจากเมืองอื่นๆ ที่น่าเสียดาย คือ โบราณสถานหลายแห่งถูกทำลาย ส่วนที่เหลืออยู่ยังปรากฏลวดลายที่สวยงาม แต่ทางการก็ได้ปลอบใจนักท่องเที่ยว ด้วยการ เปิดพระราชวังสมัยอาณาจักร คารังกาเซ็ม (Karangasem) ให้เข้าชม คือ พระราชวังอากุง (Puri Agung) และ พระราชวังริมน้ำอูจุง (Ujung Water Palace) จากเมืองอัมลาปุระตัดมาทางทิศตะวันตกผ่านเมือง เบบันเดม (Bebandem) เซลัท (Selat) เรนดัง (Rendang) เลี้ยวขึ้นทิศเหนือเป็นทางขึ้นไปยังภูเขาไฟอากุง นั่นเอง ที่เชิงเขาสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 1,000 เมตร มีวัดที่ถือว่าเป็น "Mother Temple" หรือเป็นวัดที่สำคัญที่สุดของที่นี่ มีชื่อว่าวัดเบซากิ (Pura Besaki) ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางขุนเขา บริเวณปากทางมีด่านเก็บเงิน วัดนี้จะคิดค่ากล้องถ่ายรูปและวิดีโอด้วย เมื่อเข้าไปถึงทางขึ้นเขา ซึ่งมีความลาดชันประมาณ 1 กิโลเมตร ผู้เข้าเยี่ยมชมยังต้องลงทะเบียนบริจาคไปอีกตามกำลังศรัทธาจึงไปต่อได้ สำหรับพวกขี้เมื่อย ก็มีมอเตอร์ไซค์ (เสียเงิน) ไว้บริการด้วย ภายในบริเวณวัดใหญ่โตกว้างขวางมาก ประกอบด้วยวัดเล็กๆ เป็นระยะๆ ขึ้นไป ตรงกลางเป็นวัดใหญ่ ใช้ประกอบพิธีสำหรับชนชั้นวรรณะสูง และห้ามบุคคลที่ไม่ใช่ฮินดูเข้าไปภายในทะเลสาบบาตูร์ (Batur Lake)
ตั้งอยู่ที่เพเนโลคัน (Penelokan) ซึ่งเป็นจุดที่ใกล้ทะเลสาบบาตูร์ที่สุด คุณสามารถขับรถจากโรงแรมที่นี่เพื่อออกไปดูหินภูเขาไฟได้ สองข้างทางจะคลาคล่ำไปแปลงผักต่างๆ ของชาวบ้าน เช่น มะเขือเทศ ผักกาด ต้นหอม ฯลฯ ลึกเข้าไปประมาณ 10 กิโลเมตร มีต้นไม้ขึ้นเป็นหย่อมๆ อยู่บนเนินเขาที่ดำมะเมื่อมด้วยหินลาวา สุดปลายทางมีหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ ซอนกัน (Songan) ที่มีกระท่อมเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแออัด
วัดอูลูน ดานู เบราตัน (Ulun Danu Beratan Temple)
ตั้งอยู่ริมทะเลสาบเบดูกุล (Bedugul) จึงงามด้วยเงาสะท้อนน้ำของเจดีย์ จาก วัดอูลูน ดานู เบราตัน (Ulun Danu Beratan Temple) ครึ่งชั่วโมงก็จะถึง วัดตามัน อายุน (Taman Ayun) ในเมืองเมงกวี (Mengwi) ซึ่งเป็นวัดที่ความงาม และสะอาดมาก ภายในร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ๆ ประตูวัดก่อด้วยหินสูงขึ้นไป แกะสลักลวดลายอย่างสวยงาม ด้านขวามีหอสูงสำหรับชมวิวและถ่ายภาพ สิ่งก่อสร้างภายในประดับประดาลวดลายงดงาม ตามแบบฉบับบาหลี แต่เดินดูได้รอบๆ กำแพงเท่านั้น ห้ามเข้าไปภายในเช่นเดียวกับที่วัดเบซากิเมืองอูบุด (Ubud)
ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม หากคุณเดินทางมายังบาหลี แล้วไม่ได้มายังเมืองอูบุด แสดงว่ายังมาไม่ถึงที่บาหลี เมืองอูบุดนี้ ตั้งอยู่ตอนกลางของเกาะ สองข้างทางที่ผ่านเต็มไปด้วยร้านขายของพื้นเมือง ที่นี่คือแหล่งรวมงานศิลปะและการแสดงฟ้อนรำ ร้านอาหารและที่พัก รวมทั้งโบราณสถานและวัดจำนวนมาก ด้านเหนือของอูบุด แถวๆ เตงกัลลาลัง (Tegallalang) มีนาขั้นบันไดสวยๆ หลายแห่ง เลยขึ้นไปที่ เซบูตู (Sebutu) จะมีบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์อยู่บนพื้นที่ที่ร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้ ห้ามถ่ายรูปเวลามีคนมาอาบน้ำที่นี่วัดทานาห์ลอต (Tanahlot)
ตั้งอยู่ริมทะเล ชายฝั่งตะวันตกของเกาะ ลักษณะการสร้างวัดอยู่บนโขดหินคล้ายเกาะเล็กๆ เวลาน้ำขึ้นจะดูเหมือนอยู่กลางทะเล เป็นวัดริมทะเล 1 ใน 5 แห่งของเกาะบาหลีที่มีภูมิทัศน์สวยงามกว่าแห่งอื่นๆ จึงมีทัวร์มาลงที่นี่เป็นจำนวนมาก ผู้เข้าชมต้องเสียค่าผ่านประตูคนละ 1,000 รูเปียห์ บวกค่าประกันอีก 100 รูเปียห์ กว่าจะเดินถึงจุดชมวิวประมาณครึ่งกิโลเมตร พอได้เหนื่อย ไกลออกไปที่เนินเขา ทางขวามือคือมุมถ่ายรูปยอดนิยม มองลงไปจะเห็นเจดีย์ตั้งอยู่กลางน้ำ บรรยากาศที่นี่เหมาะอย่างยิ่ง ที่จะดินเนอร์ท่ามกลางแสงสาดส่องของพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลาลับหายไปในน้ำ