เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2547 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้
เรื่อง ขยายเวลาการให้ความคุ้มครองชดใช้ความเสียหายต่อบุคคลที่สาม จากภัยสงคราม และภัยที่เกี่ยวเนื่อง ในส่วนที่เกินจากวงเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้ขยายระยะเวลาในการให้ความคุ้มครองชดใช้ความ
เสียหายต่อบุคคลที่สามอันเกิดจากภัยสงคราม และภัยที่เกี่ยวเนื่องในส่วนที่เกินจากวงเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกเป็นจำนวน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในรูปของ Government Indemnity แก่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) ออกไปอีกเป็นเวลา 6 เดือน และให้บริษัท การบินไทยฯ ไปหาบริษัทประกัน และแจ้งผลการดำเนินงานให้คณะรัฐมนตรี ทราบภายใน 4 เดือน เพื่อพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป

กระทรวงคมนาคมแจ้งว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2544 บริษัทการบินไทยฯ
ได้ติดตามความเป็นไปและการตอบสนองของตลาดรับประกันภัยเครื่องบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางที่จะจัดซื้อ
ประกันภัยคุ้มครองจากตลาดรับประกันภัยเครื่องบิน ในเงื่อนไขที่บริษัทการบินไทยฯ จะได้รับประโยชน์สูงสุดและในราคาที่สมเหตุผล เพื่อที่จะได้ไม่เป็นภาระของรัฐบาลในการให้ความคุ้มครองในส่วนที่เกินจากวงเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการติดตามสถานการณ์ของตลาดรับประกันภัยเครื่องบินล่าสุดพบว่า ตลาดรับประกันภัยเครื่องบิน ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไปในทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อสายการบิน เนื่องจากกระแสข่าวการปฏิบัติการของกระบวนการก่อการร้ายทั่วโลก ทั้งในรูปแบบของการใช้ระเบิดพลีชีพ และการปฏิบัติการเพื่อมุ่งทำลายผลประโยชน์ของประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศที่ให้การสนับสนุนสหรัฐอเมริกาในการเข้ายึดครองประเทศอิรัก โดยยังมีความพยายามที่จะใช้เครื่องบิน เป็นเครื่องมือในการก่อการร้ายดังเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลให้สายการบินและท่าอากาศยานทั่วโลก ต้องเพิ่มมาตรการในด้านการรักษาความปลอดภัย และการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และบริษัทการบินไทยฯ ได้พยายามอย่างเต็มความสามารถ ที่จะหาแหล่งรับประกันภัยรายใหม่ เพื่อลดภาระของรัฐบาลแล้ว แต่สถานการณ์ของตลาดรับประกันภัยเครื่องบินในขณะนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และหากบริษัทการบินไทยฯ ต้องไปซื้อประกันภัยก็อาจถูกยกเลิกความคุ้มครองได้เช่นกัน ซึ่งจะทำให้บริษัทการบินไทยฯ ต้องสูญเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ และในที่สุดต้องขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเช่นเดิม จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องดังกล่าว


เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2546 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้
1. เรื่องการอนุมัติการออกหุ้นกู้ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
ครม.ยังได้อนุมัติ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ออกหุ้นกู้เป็นสกุลเงินบาทในวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท อายุ 5 และ 7 ปี เพื่อนำเงินมาชำระหนี้เดิม หรือรีไฟแนนซ์ หนี้เงินตราต่างประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นการช่วยลดภาระหนี้ของการบินไทยได้หลายร้อยล้านบาท และในการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ การบินไทยจะมีการกำหนดสัดส่วนว่าจะออกหุ้นกู้อายุเท่าใดอีกครั้งหนึ่งประมาณเดือนตุลาคม และการดำเนินการออกหุ้นกู้การบินไทยได้รับอนุมัติจากที่ประชุม วิสามัญของผู้ถือหุ้นแล้ว โดยได้อนุมัติให้การบินไทยสามารถออกหุ้นกู้ได้ในวงเงินไม่เกิน 40,000 ล้านบาท และจะเป็นการขายให้กับนักลงทุนสถาบัน โดยมี บลจ.กสิกรเป็นอันเดอร์ไรเตอร์

2. เรื่อง อนุมัติขยายเวลาการให้ความคุ้มครองชดใช้ความเสียหายต่อบุคคลที่สาม จากภัยสงคราม และภัยที่เกี่ยวเนื่องในส่วนที่เกินจากวงเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ขยายระยะเวลาการให้ความคุ้มครองชดใช้ความเสียหายต่อบุคคลที่สามจากภัยสงคราม และภัยที่เกี่ยวเนื่องในส่วนที่เกินจากวงเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกเป็นจำนวน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในรูปของ Government Indemnity แก่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) ออกไปอีก 6 เดือน นับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2546 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2547 โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมลงนามในหนังสือยืนยัน การชดใช้ความเสียหายที่เกิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

กระทรวงคมนาคมรายงานว่า บกท. ได้ติดตามความเป็นไปของตลาดประกันภัยเครื่องบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางที่จะจัดซื้อประกันภัยความคุ้มครอง จากตลาดรับประกันภัยเครื่องบินในเงื่อนไขที่ บกท. จะได้รับประโยชน์สูงสุด และในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ของตลาดรับประกันภัยเครื่องบิน ปัจจุบันพบว่า การซื้อความคุ้มครองภัยดังกล่าวจากตลาดรับประกันภัยเครื่องบินอาจมีความไม่แน่นอน เนื่องจากผู้รับประกันภัยยังมีความวิตกกังวล เกี่ยวกับสถานการณ์การก่อการร้ายที่มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงดังเช่นที่ได้เคยเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งล่าสุดประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวเตือนธุรกิจสายการบินทั่วโลกอย่างจริงจัง ถึงภัยจากการก่อการร้ายของกลุ่มอัลเคด้า ที่มีแผนการที่จะปฏิบัติการครั้งใหม่ ทั้งในและนอกประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจการบิน และผู้รับประกันภัยเครื่องบินถึงขั้นที่ต้องยกเลิกความคุ้มครอง หรือประกาศใช้เงื่อนไขที่เป็นผลให้สายการบิน ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงจนไม่สามารถรับภาระได้ และในที่สุดแล้ว บกท. ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อความคุ้มครองโดยเปล่าประโยชน์ และต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเช่นเดิม
บกท. คาดว่า ในช่วงระยะเวลา 6 - 7 เดือนข้างหน้า ตลาดรับประกันภัยเครื่องบินจะมีความมั่นใจมากขึ้น และมีจำนวนผู้รับประกันภัยรายใหม่ ที่จะรับประกันภัยดัวกล่าวเพิ่มมากขึ้น หรืออาจมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาระยะยาวในระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ สำหรับปัญหาความคุ้มครองชดใช้ในส่วนวงเงินที่เกิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่เหมาะสมแก่ บกท. ในการหาทางแก้ไขปัญหาในกรณีนี้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

3. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 3/2546
คณะรัฐมนตรีพิจารณาผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 3/2546 ตามที่คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) เสนอ แล้วมีมติ ดังนี้
1. เห็นชอบแผนการจำหน่ายหุ้นตามที่คณะกรรมการระดมทุนของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) เสนอ โดยให้มีการหารือกับกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด
2. เห็นชอบให้ภาครัฐคงสัดส่วนการถือหุ้นใน บกท. เกินกว่าร้อยละ 50
3. เห็นชอบให้ บกท. ได้รับการผ่อนคลาย คำสั่ง กฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจทั่วไป ทั้งนี้ ยังคงต้องปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้
3.1 การก่อหนี้ต่างประเทศ ตามระเบียบการก่อหนี้ของประเทศ พ.ศ. 2528
3.2 การเสนองบลงทุน ตามระเบียบว่าด้วยงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2522 คณะกรรมการระดมทุนของ บกท. ได้พิจารณาดำเนินการตามแนวทางตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 และมีความเห็น ดังนี้
1. ความต้องการใช้เงินของ บกท. จากการวิเคราะห์แผนธุรกิจของ บกท. ในช่วงปีงบประมาณ
2545/46 - 2548/49 บกท. มีความต้องการเงินทุนจากแหล่งเงินทุนภายนอกประมาณ 53,318 ล้านบาท โดย บกท. คาดว่าจะได้รับกระแสเงินสด จากการดำเนินงานรวมประมาณ 90,558 ล้านบาท และมีแผนที่จะใช้งบประมาณการลงทุน ในโครงการลงทุนที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โครงการปรับปรุงผลิตภัณฑ์บนเครื่องบิน และเพื่อนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จำนวนประมาณ 85,288 ล้านบาท และชำระเงินต้นหนี้สินจำนวน 61,021 ล้านบาท และต้องสำรองกระแสเงินสดเพื่อจ่ายเงินปันผลจำนวน 8,684 ล้านบาท บกท. คาดว่าจะระดมทุนทั้งหมด 53,318 ล้านบาท โดยเป็นการจัดหาเงินกู้ประมาณ 37,574 ล้านบาท และเป็นการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนประมาณ 15,744 ล้านบาท หลังจากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแล้ว จะมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 2.2 เท่าในปี 2546/47 ลดลงจาก 4.2 เท่าในปี 2545/46 และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าเช่าเครื่องบิน (EBITDA) อยู่ที่ 2.6 เท่าในปี 2546/47 ลดลงจาก 4.0 เท่า ในปี 2545/46
2. เห็นควรคงจำนวนหุ้นเพิ่มทุนของ บกท. จำนวน 300 ล้านหุ้น โดย
- เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 285 ล้านหุ้น ให้แก่นักลงทุนทั่วไป
- เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 15 ล้านหุ้น ให้แก่พนักงานของ บกท.
3. กำหนดจำนวนหุ้นเดิมที่กระทรวงการคลังจะนำมาเสนอขายต่อนักลงทุนทั่วไปจำนวนไม่เกิน 100 ล้านหุ้น ในกรณีที่ตลาดทุนไม่สามารถรองรับการเสนอขายหุ้นได้ทั้งจำนวน ให้พิจารณาให้ความสำคัญแก่การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนของ บกท. ก่อนเป็นอันดับแรก
4. หุ้นที่จะนำมาใช้ในการดำเนินการจัดสรรส่วนเกิน หรือ Over - Allotment Shares หรือ Greenshoe Option Program จำนวนร้อยละ 15 ของหุ้น บกท. ที่เสนอขาย (ประมาณ 60 ล้านหุ้น) ขอจัดสรรจากหุ้นเดิมของกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ หากมีการจำหน่ายหุ้นส่วนเกินตามจำนวนที่จัดสรรทั้งหมด 60 ล้านหุ้น จะส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของภาครัฐใน บกท. ลดลงเหลือร้อยละ 67.1 ซึ่งต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจำหน่ายหุ้นและซื้อหุ้นของส่วนราชการ พ.ศ. 2535 ข้อ 10
5. เห็นควรมอบหมายให้คณะกรรมการระดมทุนฯ เป็นผู้พิจารณาหรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นในการพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- จำนวนหุ้น บกท. ที่จะเสนอขายทั้งหมด
- การจัดสรรหุ้น บกท. ให้แก่นักลงทุนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
- ช่วงราคา และ/หรือราคาหุ้น บกท. ที่จะเสนอขายต่อนักลงทุน
- พิจารณารายละเอียด เงื่อนไข และข้อตกลงในสัญญาการจัดจำหน่าย และรับประกันการจำหน่ายหุ้นบกท. และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้พิจารณารายละเอียดในสัญญา หรือข้อตกลงในกรณีการเสนอขายหุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นแนวทาง
- รายละเอียดในประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายหุ้น บกท. เพื่อให้การเสนอขายหุ้นของ บกท. ประสบความสำเร็จ ภายในระยะเวลาที่กำหนด


เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2546 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

1. เรื่อง กระทรวงการคลังให้นำหุ้น ปตท.-การบินไทย จำนำออมสินเพื่อซื้อหุ้นทหารไทย

ครม. มีมติอนุมัติให้กระทรวงการคลังจำหน่ายหุ้นในบริษัท ปตท. หรือ การบินไทย ที่ถืออยู่บางส่วนให้แก่ธนาคารออมสิน เพื่อนำเงินค่าหุ้นที่ได้มาซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคาร ทหารไทย 3,192 ล้านหุ้น หรือวงเงินประมาณ 11,172 ล้านบาท ซึ่งธนาคารทหารไทยจะเพิ่มทุนใหม่ 22,117 ล้านบาท ในราคาเสนอขายหุ้นละ 3.50 บาท ซึ่งการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของกระทรวงการคลังครั้งนี้ จะยังคงให้กระทรวงการคลังรักษาสัดส่วนหุ้นในทหารไทยไว้ที่ 49.84% เหมือนเดิม โดยกระทรวงการคลัง ต้องทำการจองหุ้นและชำระเงินภายในวันที่ 16 ก.ย.นี้ ทั้งนี้ การขายหุ้นให้กับธนาคารออมสิน จะเป็นลักษณะการขายฝากโดยมีเงื่อนไขรับซื้อคืนได้ใน 3 ปี นับตั้งแต่วันลงนามสัญญ าซื้อขาย โดยธนาคารออมสินจะได้รับผลตอบแทนให้อัตรา 2.91% ต่อปี แบ่งออกเป็นผลตอบแทนจากต้นทุนเงินฝาก 12 เดือนของธนาคารออมสิน อัตราดอกเบี้ย 1.25% ส่วนที่เหลืออีก 1.66% เป็นค่าบริหารจัดการที่ธนาคารออมสิน จะได้รับจากกระทรวงการคลังในการดูแลรักษาหุ้นของ ปตท. และการบินไทย นอกจากนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้กองทุน ที่กระทรวงการคลังคัดสรรไว้ จำนวน 5-6 กองทุนเข้ามารับซื้อหุ้นเพิ่มทุน ธนาคารทหารไทยในราคา 3.50 บาทต่อหุ้น ในกรณีที่ผู้ถือรายย่อย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 30% แสดงความจำนงในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสิทธิไม่หมด ในอัตราส่วน 5 หุ้นเดิม ต่อ 8 หุ้นใหม่ แต่ในกรณีที่นักลงทุนรายย่อยได้แสดงความสนใจซื้อหุ้นหมด และยังแสดงความจำนงซื้อหุ้นเพิ่มเติมอีก คลังก็พร้อมที่จะลดสัดส่วนการถือหุ้นของธนาคาร ทหารไทยลง โดยแผนการเพิ่มทุนจะแล้วเสร็จในสิ้นเดือน ก.ย.นี้


เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2546 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง โครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ 2545/46 - 2549/50 ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ 2545/46 - 2549/50 ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้
1. เห็นชอบโครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ 2545/46 - 2549/50 ตามที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เสนอ เนื่องจากโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่จะพัฒนาคุณภาพและปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการขนส่งทางอากาศของประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวม และกระทรวงการคลังได้เห็นชอบด้วยกับโครงการดังกล่าว

2. เห็นชอบให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินการ ดังนี้

2.1 ยกเลิกการจัดหาเครื่องบินพิสัยกลาง จำนวน 1 ลำ ตามโครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ 2543/44 - 2547/48 ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543
2.2 ดำเนินงานตามแผนการเงินและแผนเงินกู้ ตามที่บริษัทฯ เสนอมา กระทรวงคมนาคมรายงานว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เสนอโครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ 2545/46 - 2549/50 โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
         1. เป้าหมาย
                  1.1 ใช้งบประมาณลงทุนไม่เกินกว่า 99,084 ล้านบาท ตามแผนวิสาหกิจปี 2545/46 - 2549/50 ฉบับเดิม
                  1.2 มีการขยายตัวของปริมาณการผลิตในเส้นทางระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 6.8 ต่อปี และปริมาณจราจรมีการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 7.9 ต่อปี
                  1.3 เพิ่มประสิทธิภาพด้านการปฏิบัติการบิน การซ่อมบำรุง การบริการภาคพื้น และการจัดตารางการบิน โดยให้มีการใช้งานเครื่องบินโดยเฉลี่ยเป็น 10.80 ชั่วโมงต่อวัน และรักษาความตรงต่อเวลาของเที่ยวบินให้สูงกว่ามาตรฐานในอุตสาหกรรมการบิน
         2. แผนการลงทุน
                  2.1 แผนการลงทุนรวมสำหรับ 5 ปี ตามโครงการจัดหาเครื่องบินฯ เป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น 120,228 ล้านบาท ประกอบด้วย แผนการลงทุนจัดซื้อเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ ปี 2545/46 - 2549/50 เป็นจำนวน 17 ลำ วงเงินรวมทั้งสิ้น 70,778 ล้านบาท ประกอบด้วย
                           1) เครื่องบินพิสัยไกล แบบ B747-400 จำนวน 2 ลำ วงเงินรวม 12,454 ล้านบาท ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 ซึ่งได้สั่งซื้อแล้ว และยังมีเครื่องบินพิสัยกลางอีกจำนวน 1 ลำ สำหรับเส้นทางภูมิภาคตามโครงการเดียวกันที่ บกท. ยังไม่ได้จัดหา ซึ่งไม่มีความต้องการเพิ่มตามโครงการฯ ใหม่ จึงขอยกเลิกการจัดหาเครื่องบินพิสัยกลาง จำนวน 1 ลำ
                           2) เครื่องบินที่จะจัดหาแบบพิสัยไกลเพิ่มตามแผนวิสาหกิจปี 2545/46 - 2549/50 จำนวน 15 ลำ วงเงินรวม 58,324 ล้านบาท ประกอบด้วย
                                    (1) เครื่องบินแบบพิสัยไกลขนาดใหญ่ แบบ B747-400 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ จำนวน 7 ลำ เป็นเงิน 14,026 ล้านบาท
                                    (2) เครื่องบินพิสัยไกลขนาดกลาง แบบ A340-600 จำนวน 5 ลำ เป็นเงิน 28,601 ล้านบาท
                                    (3) เครื่องบินพิสัยไกลพิเศษขนาดกลาง แบบ A340-500 จำนวน 3 ลำ เป็นเงิน 15,697 ล้านบาท
                  2.2 การลงทุนเพื่อพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ภายในเครื่องบินให้ทันสมัย วงเงิน 7,654 ล้านบาท
ประกอบด้วย 1) Aircraft Product Development 7,530 ล้านบาท 2) Aircraft Modification 124 ล้านบาท
                  2.3 การลงทุนจัดหาอะไหล่เครื่องบินและเครื่องยนต์ (Spare parts, Spare engine) วงเงิน 18,866 ล้านบาท ประกอบด้วย
                           1) เครื่องบินในฝูงบินเดิม : Spare parts 12,105 ล้านบาท Spare engine 90 ล้านบาท
                           2) เครื่องบินใหม่ในฝูงบิน : Spare parts 2,490 ล้านบาท Spare engine 4,181 ล้านบาท
                  2.4 แผนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรอื่น ๆ ระยะเวลา 5 ปี วงเงิน 22,930 ล้านบาท ประกอบด้วย
ประมาณการลงทุนเบื้องต้นในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 13,736 ล้านบาท และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรอื่น ๆ ที่ใช้ในการดำเนินงาน ไม่รวมการลงทุนในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 9,194 ล้านบาท
         3. ผลการดำเนินงาน ในระยะ 5 ปี จะมีผลการดำเนินงานรวม 105,752 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 21,150
ล้านบาท หรือ 12.5% ของรายได้ และจะมีกำไรสุทธิ (หลังหักภาษี) รวม 5 ปี จำนวน 78,826 ล้านบาท อัตราส่วนกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) 8.9% กำไรสุทธิต่อหุ้นเฉลี่ย 5 ปี 9.61 บาท/หุ้น
         4. แหล่งเงินทุน
                  4.1 การลงทุนจัดซื้อเครื่องบินใหม่ จะใช้เงินลงทุนจากแหล่งเงินกู้ประมาณ 85% ของราคาเครื่องบินสุทธิ โดยมีเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ย 7.5% จ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง ระยะเวลาการกู้ 12 ปี
                  4.2 การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นนอกจากเครื่องบิน จะใช้เงินทุนจากผลกำไรการดำเนินงานและเงินเพิ่มทุน (300 ล้านหุ้นในปี 2546/47)
         5. ผลตอบแทนของโครงการ
                  5.1 เงินลงทุนสุทธิ 72,154 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 20 ปี
                  5.2 อัตราผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ร้อยละ 17.88 ต่อปี
         6. ฐานะทางการเงินของบริษัทฯ
การดำเนินงานตามโครงการจัดหาเครื่องบินฯ ตั้งแต่ 2545/46 - 2549/50 ของบริษัทฯ จะมี
สินทรัพย์รวมเป็น 233,243 ล้านบาท ในปีสุดท้ายของโครงการฯ สถานะการเงินระยะสั้น และสภาพคล่องของบริษัทฯ อยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 39,660 ล้านบาท เป็น 100,140 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 152.50 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อผู้ถือหุ้น (Net Debt to Equity) เท่ากับ 0.93 เท่า ในปีสุดท้ายของโครงการฯ


เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2546 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

1. เรื่อง อนุมัติยกเว้นไม่ต้องนำคำสั่ง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรี มาใช้บังคับในการดำเนินการ จัดหาพัสดุในโครงการลงทุน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

   
  คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมขอยกเว้นให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ไม่ต้องนำคำสั่ง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการจัดหาพัสดุที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานทั่วไปมาใช้บังคับ ในการดำเนินโครงการต่าง ๆ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในทำนองเดียวกับบริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (มหาชน) (บทม.) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 สำหรับเรื่องดังกล่าว กระทรวงคมนาคมรายงานว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ขอให้พิจารณา ยกเว้นให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ไม่ต้องนำคำสั่ง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับการจัดหาพัสดุที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมาใช้บังคับ สำหรับการจัดหาพัสดุในโครงการ ลงทุนของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 กระทรวงคมนาคมมีความเห็นว่า หากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำคำสั่ง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรี มาใช้บังคับในการดำเนินการจัดหาพัสดุ ในโครงการลงทุน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะทำให้การดำเนินการโครงการของบริษัท การบินไทย แล้วเสร็จสมบูรณ์ และเปิดให้บริการได้ทัน ตามแผนที่กำหนดไว้ในปี พ.ศ. 2548 เช่นเดียวกับที่ บทม. ได้รับยกเว้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 38 และวันที่ 4 ก.พ.46 ทั้งนี้ ให้การดำเนินการจัดหาพัสดุ ในโครงการลงทุนของบริษัท การบินไทย ดำเนินการจัดหาตามระเบียบ บริษัท การบินไทย ต่อไป
    
2. เรื่อง อนุมัติการซื้อเครื่องบิน Beechjet400A

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้สถาบันการบินพลเรือน(สบพ.)จัดซื้อเครื่องบิน Beechjet400A จำนวน 1 ลำ ในวงเงิน 260 ล้านบาท รวมทั้งเห็นชอบงบลงทุนประจำปี 2546 ของสถาบันการบินพลเรือนเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ ให้กระทรวงการคลังจัดหาเงินกู้ตามวงเงินลงทุนดังกล่าว และให้สบพ. รับผิดชอบชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย

      สำหรับเรื่องนี้ ให้สถาบันการบินพลเรือนเจรจาเป็นข้อยุติกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในการ จัดส่งนักบินมาทำการฝึกบิน ตามข้อตกลงในหลักสูตร Jet Familiarization ตามกำหนดระยะเวลาของโครงการ โดยจัดทำข้อตกลงเป็นสัญญา ถ้าบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผิดสัญญาไม่ส่งนักบินมาฝึกบินตามโครงการ จะต้องชดเชยความเสียหาย ให้แก่สถาบันการบินพลเรือน เพราะเป็นผลทำให้สถาบันการบินพลเรือน ไม่สามารถนำเครื่องบินมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า และเมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว หากสถาบันการบินพลเรือนต้องการเป็นผู้จัดซื้อเครื่องบิน Beechjet400A ไว้ใช้ในภารกิจของสถาบันการบินพลเรือน และเพื่อป้องกันการฟ้องร้องคดีดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายของ ภาระหนี้ตามสัญญาเช่าจากบริษัทผู้ให้เช่าเครื่องบิน ในวงเงิน 260 ล้านบาท ตามข้อเสนอนั้น ให้ดำเนินการด้วยวิธีการกู้เงินจากแหล่งเงินกู้ที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน และอัตราดอกเบี้ยต่ำแทนการใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดิน โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน และเป็นผู้พิจารณารายละเอียด วิธีการ และเงื่อนไขของเงินกู้ดังกล่าว ทั้งนี้ สถาบันการบินพลเรือนจะเป็นผู้รับผิดชอบ ชำระคืนต้นเงิน และดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งหมดด้วยเงินรายได้จากการดำเนินงาน โดยจัดทำแผนปฏิบัติการ ตลอดระยะเวลาของโครงการ ด้วยการกำหนดอัตราค่าบริการที่เหมาะสม เพื่อก่อให้เกิดรายได้เพียงพอ ในการชำระคืนเงินกู้
สำหรับเรื่องนี้ กระทรวงคมนาคมรายงานว่า

        1. สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) ได้ตกลงร่วมกันเกี่ยวกับความร่วมมือ ในการฝึกอบรมหลักสูตร Jet Familiarization มีกำหนดระยะเวลาโครงการ 6 ปี โดย สบพ. มีหน้าที่ในการจัดหาเครื่องบินมาใช้ ในการทำการฝึกอบรม ซึ่ง สบพ. ได้ทำสัญญาเช่าเครื่องบิน Beechjet400A กับ บริษัท RK -294 (UK) จำกัด มีระยะเวลา 6 ปี (ธันวาคม 2543-พฤศจิกายน 2549) ตามโครงการ ต่อมา บกท. มิได้จัดส่งนักบินมาทำการฝึกบินตามข้อตกลง เป็นเหตุให้ สบพ. ขาดรายได้ และต้องรับภาระค่าเช่าเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งปัญหาดังกล่าวได้สืบเนื่องมาเป็นเวลาปีเศษ สบพ. ค้างชำระค่าเช่ากับบริษัทผู้ให้เช่า และได้รับแจ้งจากบริษัทผู้ให้เช่าว่าจะดำเนินคดีกับ สบพ. ซึ่งขณะนี้ได้ค้างค่าเช่าติดต่อกัน 7 เดือน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2545 ถึงเดือนมิถุนายน 2546
        2. ตามสัญญาเช่า หาก สบพ. ถูกฟ้องดำเนินคดี
บริษัทผู้ให้เช่าแจ้งว่าจะใช้สิทธิเรียกร้องความเสียหาย โดยคิดจากค่าเช่าส่วนที่เหลือจนถึงสิ้นสุดสัญญา เป็นเงินประมาณ 5.76 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา และในการดำเนินการต่อสู้คดีที่มลรัฐ Kansas ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามที่ระบุไว้ในสัญญา จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการดำเนินการทางศาลเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ประกอบกับในส่วนของ สบพ. ก็จะได้รับผลเสียหายที่ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้จนครบอายุโครงการเป็นเงินประมาณ 178 ล้านบาท
        3. ปัญหาที่เกิดขึ้นจะเป็นผลให้ สบพ. ขาดสภาพคล่อง
ถ้ายังไม่สามารถหาข้อยุติเกี่ยวกับการเช่าเครื่องบิน Beechjet400A ได้ และโดยที่ สบพ. ยังคงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินโครงการ Jet Familiarization จะทำให้เงินทุนประเดิมและเงินทุนหมุนเวียนของ สบพ. ที่เหลืออยู่ในขณะนี้ประมาณ 100 ล้านบาท ก็ต้องหมดไปในระยะเวลาอันใกล้นี้ การดำเนินกิจการของ สบพ. ซึ่งเป็นสถาบันหลักที่ทำหน้าที่ผลิต และพัฒนาบุคลากรด้านการบินพลเรือนของประเทศ ก็ต้องสะดุดหยุดลง หากเป็นเช่นนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่ออุตสาหกรรมการบินของประเทศ และไม่สามารถสนองตอบต่อนโยบายของรัฐบาล ด้านการขนส่งทางอากาศ ที่จะให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศของภูมิภาค


เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2546 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง โครงการลงทุน ณ ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งที่ 2 (สุวรรณภูมิ) ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

ครม.เห็นชอบในหลักการให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) ดำเนินโครงการลงทุน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวม 6 โครงการ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอดังนี้ 1) โครงการพาณิชย์สินค้าและไปรษณียภัณฑ์ วงเงินลงทุน 3,779.12 ล้านบาท 2) โครงการครัวการบิน วงเงินลงทุน 3,944.46 ล้านบาท 3) โครงการบริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น วงเงินลงทุน 1,933.17 ล้านบาท 4) โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน วงเงินลงทุน 2,686.72 ล้านบาท 5) โครงการบริการลูกค้า วงเงินลงทุน 648.25 ล้านบาท 6) โครงการศูนย์ปฏิบัติการ วงเงินลงทุน 743.79 ล้านบาท ภายในกรอบวงเงินลงทุนรวม 13,735.51 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 ปี (2545 - 2548) โดยใช้งบลงทุนของ บกท. ในปีงบประมาณ 2545 และผูกพันข้ามปีงบประมาณ ไปจนถึงปีงบประมาณ 2548 โดยสาระสำคัญของโครงการและความเห็น ของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สรุปได้ดังนี้

วัตถุประสงค์ของโครงการ

1. เพื่อพัฒนากิจกรรมให้บริการด้านต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อให้การบริการได้ครบวงจรอย่างมีคุณภาพที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
2. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณความต้องการของผู้โดยสารและสินค้าที่เพิ่มขึ้น ให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโต ของอุตสาหกรรมการบิน
3. เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของการบริหารต้นทุนในการดำเนินการ
4. เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเป็นประตูสู่ประเทศอินโดจีน โดยมีกรุงเทพฯ เป็น Aviation Hub
5. เพื่อสนับสนุนให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสามารถเปิดดำเนินการได้ โดยมีความพร้อมและสมบูรณ์ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ
เป้าหมาย เพื่อดำเนินการลงทุนในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้แล้วเสร็จ มีความสมบูรณ์พร้อมปฏิบัติการตั้งแต่วันเปิดท่าอากาศยาน สามารถเสริมสร้างและสนับสนุนให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นท่าอากาศยานชั้นนำแนวหน้าของโลก รักษาการเป็นศูนย์เครือข่ายการบิน (Home Base) ของ บกท. ที่กรุงเทพฯ มีมาตรฐานการบริการติดอันดับ World Class รักษาส่วนครองตลาดของแต่ละธุรกิจ ไม่น้อยกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รักษาส่วนแบ่งกำไรให้มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน และดำเนินการย้ายเที่ยวบินของ บกท. ไปที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตามกำหนดเวลา ที่สอคล้องกับแผนพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

โครงการฯ ประกอบด้วย

1. โครงการพาณิชย์สินค้าและไปรษณียภัณฑ์ (Cargo) มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับปริมาณสินค้าเข้า ถ่ายลำและส่งออกระหว่างประเทศ (International Volume) ที่ขนส่งโดยเครื่องบินของ บกท. และสายการบินลูกค้า 1,226,000 ตันต่อปี และเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าภายในประเทศ ที่ขนส่งโดยเครื่องบินของ บกท. 117,800 ตันต่อปี
2. โครงการครัวการบิน (Catering) มีเป้าหมายให้บริการในปี 2548 ได้จำนวน 61,894 ชุด/วัน เมื่อสิ้นปี 2552 จะมีความสามารถในการผลิต 77,992 ชุด/วัน และจะมีกำลังการผลิตสูงสุดที่ 85,000 ชุด/วัน ในปี 2554
3. โครงการบริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น (Ground Service Equipment) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการภาคพื้นอย่างครบวงจร ทั้งผู้โดยสารและสัมภาระสินค้าในเที่ยวบินของ บกท. ทั้งเที่ยวบินระหว่างประเทศและภายในประเทศ รวมทั้งให้บริการภาคพื้น แก่เที่ยวบินสายการบินพันธมิตรและสายการบินลูกค้า
4. โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (Aircraft Maintenance) มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการซ่อมบำรุงระดับ
ลานจอดและการแก้ไขข้อขัดข้องทางเทคนิคที่เกิดกับอากาศยาน สามารถรองรับจำนวนอากาศยานที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
รวมทั้งรองรับอากาศยานแบบใหม่ที่มีความจุของผู้โดยสารตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป
5. โครงการบริการลูกค้า (Customer Service) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการภาคพื้นภายในอาคารตามมาตรฐาน LATA ทางด้านการโดยสาร สัมภาระ และงานควบคุมระบบท่าอากาศยานอัตโนมัติ ซึ่งรวมถึงระบบเช็คอิน ระบบปฏิบัติการบรรทุก และกิจกรรมอื่น ๆ ภายในอาคารผู้โดยสาร ที่เกี่ยวกับเที่ยวบิน
6. โครงการศูนย์ปฏิบัติการ (Operation Center) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติการของ บกท. ในการรองรับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้านการบิน ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
สำหรับแหล่งเงินทุน บกท. จะใช้แหล่งเงินลงทุนใน (Internal Fund) ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากการดำเนินงานเป็นหลัก ซึ่งหากไม่เพียงพอก็จะพิจารณาความต้องการเงินทุนส่วนที่ขาดไปจากแหล่งเงินทุนภายนอก (External Fund) ได้แก่ การขายหุ้นเพิ่มทุน การกู้เงิน การออกพันธบัตร และการเช่าซื้อ โดยจะเลือกแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ และมีความเสี่ยงน้อยที่สุด จากการลงทุนรวมทั้ง 6 โครงการย่อย วงเงิน 13,735.51 ล้านบาท อายุโครงการ 20 ปี โครงการจะมีผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ย (IRR) ร้อยละ 13.28 มีระยะเวลาคืนทุน 6 ปี 9 เดือน และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ 3,322.03 ล้านบาท (อัตราส่วนลดร้อยละ 8.5)

เรื่อง การให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินงานในโครงการคลังสินค้า โครงการครัวการบิน

โครงการอุปกรณ์บริการภาคพื้นและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการซ่อมบำรุง และโครงการระบบให้บริการเชื้อเพลิงอากาศยาน (ยกเว้น Hydrant) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ขอให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินงานในโครงการคลังสินค้า โครงการครัวการบิน โครงการอุปกรณ์บริการภาคพื้นและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการซ่อมบำรุง และโครงการระบบให้บริการเชื้อเพลิงอากาศยาน (ยกเว้น Hydrant) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดภาระการลงทุนภาครัฐ และการดำเนินโครงการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมการขนส่งทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีประสิทธิภาพ และสามารถให้บริการได้อย่างสมบูรณ์เมื่อเปิดให้บริการส่งผลให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาสู่ความเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศของภูมิภาค และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประกอบการรายแรกที่จะได้รับสัมปทานในโครงการทั้ง 3 โครงการดังกล่าว สำหรับการคัดเลือกผู้ประกอบการรายที่เหลือของแต่ละโครงการ จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. ด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ พ.ศ. 2535 ต่อไป

ในส่วนของการลงทุนสำหรับกิจกรรมสนับสนุน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 4 โครงการ รวมเงินลงทุนทั้งสิ้น 22,998.05 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนในระยะแรก 15,387.28 ล้านบาท และการลงทุนในระยะที่สอง 7,610.77 ล้านบาท ซึ่งสามารถสรุปรายละเอียดการลงทุนของโครงการทั้ง 4 โครงการได้ ดังนี้ โครงการคลังสินค้า ผู้ประกอบการ 2 ราย จำนวนเงินลงทุนรวม 5,589.93 ล้านบาท โครงการครัวการบิน ผู้ประกอบการ 3 ราย จำนวนเงินลงทุนรวม 6,254.34 ล้านบาท โครงการอุปกรณ์บริการภาคพื้น จำนวนผู้ประกอบการ 2 ราย จำนวนเงินลงทุนรวม 8,364.70 ล้านบาท โครงการระบบให้บริการเชื้อเพลิงอากาศยาน จำนวนเงินลงทุนรวม 2,789.08 ล้านบาท

สำหรับสถานที่ตั้งโครงการ ได้แก่
1. โครงการคลังสินค้า กำหนดพื้นที่ตั้งในบริเวณด้านเหนือของทางวิ่งฝั่งตะวันตกมีพื้นที่ จำนวน 208,000 ตารางเมตร
2. โครงการครัวการบิน กำหนดพื้นที่ 2 จุด ตั้งอยู่ทางทิศเหนือฝั่งตะวันออกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
โดยจุดที่ 1 ตั้งอยู่บริเวณด้านเหนือของถนนภายในท่าอากาศยานด้านตะวันออกมีพื้นที่ 33,250 ตารางเมตร และจุดที่ 2
ตั้งอยู่ด้านใต้ของพื้นที่โครงการอุปกรณ์บริการภาคพื้นฯ (จุดที่ 2) มีพื้นที่ 37,200 ตารางเมตร
3. โครงการอุปกรณ์บริการภาคพื้นฯ กำหนดพื้นที่ 2 จุด ตั้งอยู่ทางทิศเหนือฝั่งตะวันออกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยจุดที่ 1 ตั้งอยู่บริเวณด้านเหนือของถนนภายในท่าอากาศยานสายตะวันออกมีพื้นที่ 39,100 ตารางเมตร และจุดที่ 2 ตั้งอยู่ด้านใต้ของถนนภายในท่าอากาศยานด้านตะวันออกมีพื้นที่ 43,500 ตารางเมตร ซึ่งในอนาคตสามารถขยายขอบเขตพื้นที่ได้สูงสุดถึง 74,100 ตารางเมตร
4. โครงการระบบให้บริการเชื้อเพลิงอากาศยาน (ยกเว้น Hydrant) พื้นที่คลังน้ำมัน ตั้งอยู่ใกล้แนวขอบของท่าอากาศยานด้านตะวันออก ใกล้คลองหนองงูเห่ามีพื้นที่ 112,547 ตารางเมตร และพื้นที่บริการจ่ายน้ำมันอากาศยาน(Into-plane Services) ตั้งอยู่ในเขต Airside ใกล้ทางวิ่งฝั่งตะวันออกมีพื้นที่ 11,764 ตารางเมตร


เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2545 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง การกู้เงินเพื่อชำระค่าจัดซื้อเครื่องบินโบอิ้งของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการกู้เงินเพื่อชำระค่าจัดซื้อเครื่องบินโบอิ้งของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้
1. อนุมัติในหลักการและเงื่อนไขเงินกู้ที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินการกู้เงินในรูป Asset Based Financing เพื่อชำระค่าจัดซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 747-400 ลำที่ 15 และ 16 เป็นเงินสกุลเยนวงเงินเทียบเท่า 262.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ การกู้เงินในรูปดังกล่าว เป็นการเช่าซื้อในรูป Financial Lease โดยธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการจัดหาเงินกู้รายนี้ จะจัดตั้งบริษัทเพื่อทำหน้าที่เฉพาะ (Special Purpose Company หรือ SPC) ในการเป็นผู้กู้เงินต่อจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ และ/หรือสถาบันการเงินอื่นในตลาดเงินทุนต่างประเทศ โดยมี US Exim Bank เป็นผู้ค้ำประกัน เพื่อชำระค่าจัดซื้อเครื่องบินจำนวน 2 ลำ คือ เครื่องบินโบอิ้ง 747-400 ลำที่ 15 และ 16 และนำเครื่องบินดังกล่าวมาให้เช่าซื้อแก่บริษัท การบินไทยฯ ในการนี้ บริษัท การบินไทยฯ จะชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ย ในรูปค่าเช่าซื้อ และเมื่อมีการชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้าย พร้อมด้วยค่าเครื่องบินตามราคาที่ตกลงกัน บริษัท ผู้ให้เช่าซื้อหรือ SPC จะโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องบินคืนให้บริษัท การบินไทยฯ
อนึ่ง โดยที่การกู้เงินรายนี้ไม่มีข้อกำหนดให้มีกระทรวงการคลัง เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้แต่อย่างใด และ ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีข้อกำหนดมิให้มีการจำนำหรือจำนองเครื่องบิน ผู้ให้กู้และผู้ค้ำประกันเงินกู้จึงกำหนดเป็นเงื่อนไขให้บริษัท การบินไทยฯ โอนสิทธิในการครอบครองเครื่องบิน ที่จะทำการเช่าซื้อรายนี้ให้แก่ผู้ให้กู้และ ผู้ค้ำประกันเงินกู้โดยผ่านทาง SPC ที่จะจัดตั้ง
2. ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำความเห็นทางกฎหมายสำหรับการกู้เงินในครั้งนี้



เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2545 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง รายงานการพิจารณาศึกษากรณีเครื่องบินของบริษัทการบินไทย ถูกวางระเบิดที่สนามบินดอนเมือง
ครม. รับทราบรายงานการพิจารณาศึกษา กรณีเครื่องบินของบริษัทการบินไทยถูกวางระเบิด ที่สนามบินดอนเมือง ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษากรณีเครื่องบินของบริษัทการบินไทย ถูกวางระเบิดที่สนามบินดอนเมือง ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอ และมอบให้กระทรวงคมนาคม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับไปพิจารณาดำเนินการ แล้วแจ้งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ รายงานว่า คณะกรรมการสอบสวนกรณีอันเกี่ยวกับอุบัติเหตุของอากาศยานในราชอาณาจักร ได้ดำเนินการสอบสวนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย และคณะเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ของหน่วยงานสหรัฐฯ ได้แก่ NTSB และ FAA รวมทั้งเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของบริษัท BOEING ซึ่งจากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุซากเครื่องบิน ชิ้นส่วนต่าง ๆ ตลอดจนการส่งชิ้นส่วนไปตรวจสอบ ในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่คาดว่าจะนำไปสู่การระเบิด แต่มีอุปกรณ์หลายอย่างอยู่ระหว่างการตรวจสอบวิเคราะห์ เช่น เครื่องวัดปริมาณเชื้อเพลิงอาจมีการลัดวงจรเกิดขึ้นภายในเครื่องวัด สวิตซ์ไฟฟ้า (FLOAT SWITCH) ในถังเชื้อเพลิงด้านขวาเกิดการแตกร้าว ปั๊มเชื้อเพลิงที่ถังเชื้อเพลิงกลาง พบมีสิ่งแปลกปลอมและรอยขีดข่วนเกิดขึ้นภายใน และถ่ายเทประจุไฟฟ้าสถิต (STATIC ELECTRICITY) ที่สาย BONDING ของชุด VENT VALVE ของถังเชื้อเพลิง เป็นต้น ในการดำเนินการขั้นต่อไปของคณะเจ้าหน้าที่จาก NTSB จะได้ทำการตรวจสอบวิเคราะห์ต่าง ๆ ที่มีสิ่งผิดปกติดังกล่าวข้างต้น และนำชิ้นส่วนใหม่ที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบเพิ่มเติม ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากมีข้อมูลเพิ่มเติม คณะกรรมการสอบสวนฯ จะได้รายงานให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ทราบต่อไป

เรื่อง อนุมัติขยายระยะเวลาการให้ความคุ้มครองชดใช้ความเสียหาย ต่อบุคคลที่สามจากภัยสงคราม และภัยที่เกี่ยวเนื่อง ในส่วนที่เกินจากวงเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
     คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ การขยายระยะเวลาการให้ความคุ้มครอง ชดใช้ความเสียหายต่อบุคคลที่สาม จากภัยสงคราม และภัยที่เกี่ยวเนื่อง ในส่วนที่เกินจากวงเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยให้ขยายต่อไปอีก 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2545 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2545 และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมลงนามในหนังสือยืนยันการชดใช้ความเสียหาย ที่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
      ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมรายงานว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) ได้ประสานกับผู้รับประกันภัยเครื่องบิน ของบริษัทฯ 3 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในเรื่องการประกันภัยดังกล่าวข้างต้นได้รับทราบว่า ปัจจุบันสถานการณ์ ของตลาดประกันภัยเครื่องบิน ยังมีทิศทางที่ไม่แน่นอนในเรื่องการรับประกันภัย การรับผิดชดใช้ต่อบุคคลที่สาม อันเนื่องมาจากภัยสงคราม สำหรับส่วนที่เกินจากวงเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง นับแต่เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 เนื่องจากผู้รับประกันภัยเครื่องบิน ยังคงมีความกังวลในเรื่องสถานการณ์ก่อการร้ายที่ยังไม่สงบ การสู้รบระหว่างกลุ่มปาเลสไตน์และอิสราเอล ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ รวมทั้งกรณีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศจะทำสงครามกับการก่อการร้ายอย่างจริงจัง พร้อมกับได้เพิ่มงบประมาณด้านการทหารขึ้นมาก เมื่อเทียบกับที่ผ่านมา และได้ประกาศประเทศเป้าหมาย ที่คาดว่าจะให้การสนับสนุน ผู้ก่อการร้ายอย่างชัดเจน ซึ่งสถานการณ์ตามกล่าวข้างต้น ล้วนอาจนำไปสู่การก่อการร้ายครั้งใหม่ ที่มีสายการบินเป็นเป้าหมายได้ ดังนั้น บกท. จึงยังไม่สามารถหาแหล่งประกันภัยเครื่องบินในขณะนี้ได้ และหากรัฐบาลไม่ให้การสนับสนุน ในการให้ความคุ้มครอง ชดใช้ในวงเงินที่เกินกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ บกท. จะได้รับผลกระทบ ดังนี้
      1. บกท. ไม่สามารถทำการบินไปยังประเทศต่าง ๆ ที่กำหนดให้มีวงเงินชดใช้ขั้นต่ำสูงกว่าที่ บกท. มีอยู่ได้เช่น ฮ่องกง อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
      2. สถาบันการเงินที่ให้ บกท. กู้เงินเพื่อซื้อเครื่องบินอาจขอให้ บกท. ระงับการใช้เครื่องบินที่เกี่ยวข้องกับสัญญาเงินกู้ เนื่องจากวงเงินชดใช้ความเสียหายต่อบุคคลที่สามไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นการละเมิดสัญญาทางการเงิน ที่มีกำหนดวงเงินคุ้มครองชดใช้ขั้นต่ำไว้
      3. หาก บกท. ทำการจัดซื้อความคุ้มครองเอง จะมีค่าเบี้ยประกันภัยที่อาจต้องจ่ายสูงถึง 35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,600 ล้านบาทต่อปี


เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2545 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง รายงานการปฏิบัติของคณะกรรมการสอบสวน กรณีอันเกี่ยวกับอุบัติเหตุ ของอากาศยานในราชอาณาจักร กรณีเครื่องบินแบบ BOEING 737 - 400 เกิดเหตุเพลิงไหม้ (มติวันที่ 22/01/45)

     ครม. รับทราบตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ รายงานการปฏิบัติของคณะกรรมการสอบสวน กรณีอันเกี่ยวกับอุบัติเหตุ ของอากาศยานในราชอาณาจักร กรณีเครื่องบินแบบ Boeing 737 - 400 เกิดเหตุเพลิงไหม้ สรุปได้ดังนี้ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2544 เครื่องบินแบบ Boeing 737 - 400 เครื่องหมายสัญชาติและทะเบียน HS - TDCของ การบินไทย ได้เกิดเพลิงลุกไหม้เครื่องบินทั้งลำ ขณะจอดอยู่ที่บริเวณหลุมจอดที่ 62 ท่าอากาศยานกรุงเทพ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 6 คน เสียชีวิต จำนวน 1 คน และเครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ เครื่องบินลำดังกล่าวซึ่งทำการบินเส้นทางภายในประเทศ และเส้นทางระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2544 ได้ทำการบินมาแล้วจำนวน 4 เที่ยวบิน คือ เส้นทางกรุงเทพฯ - ตรัง และ ตรัง - กรุงเทพฯ เส้นทาง กรุงเทพฯ - พิษณุโลก และ พิษณุโลก - กรุงเทพฯ ขณะที่เครื่องบินจอดบริเวณหลุมจอดที่ 62 อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ท่าอากาศยานกรุงเทพ เพื่อจะทำการบินในเที่ยวบินที่ 5 เส้นทางกรุงเทพฯ - เชียงใหม่ ในเวลา 15 นาฬิกา 15 นาที โดยก่อนเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานต่อเครื่องบิน จำนวน 5 กลุ่ม
     ซึ่งเจ้าหน้าที่ของการบินไทย ได้ทำการตรวจซ่อมเครื่องปรับอากาศของเครื่องบินลำนี้ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2544 เวลา 11 นาฬิกา 25 นาที ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ ก่อนทำการบินไปท่าอากาศยานพิษณุโลก ต่อมาเวลาประมาณ 15 นาฬิกา 40 นาที เครื่องบินลำดังกล่าวได้เกิดระเบิด และเกิดเพลิงลุกไหม้บริเวณกลางลำตัวเครื่องบินลุกลามไปส่วนต่าง ๆ ของเครื่องบินอย่างรวดเร็ว และอีก 18 นาทีต่อมา ถังเชื้อเพลิงที่ปีกขวาเกิดระเบิด จากเหตุการณ์นี้ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ

การปฏิบัติของหน่วยที่รับผิดชอบภายหลังเครื่องบินเกิดเหตุระเบิด
     1. เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน กองสรรพาวุธ สถาบันนิติเวชวิทยา พนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และแผนกทำลายวัตถุระเบิด กรมสรรพาวุธทหารอากาศ ได้นำเขม่าที่ติดอยู่กับชิ้นส่วนของเครื่องบิน และที่ศพผู้เสียชีวิตไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Gas Chromatograph พบสาร Research Department Explosive (RDX) เป็นส่วนใหญ่ และสารประกอบประเภท Chlorates ด้วย โดยที่สาร RDX เป็นส่วนประกอบสำคัญของดินระเบิดแบบซีโฟร์ (Composition-4) คณะพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ข้อสรุปเบื้องต้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2544 ว่าการระเบิดเกิดขึ้นในบริเวณห้องเก็บสินค้าส่วนด้านหน้าในสุด ค่อนไปทางซ้ายของลำตัวเครื่องบิน บริเวณใต้ที่นั่งชั้นประหยัด (Y-Class) หมายเลข 32 - 36 ห่างจากที่นั่งชั้นธุรกิจ (J-Class) ประมาณ 5 - 6 แถว
     2. ในวันที่ 6 มีนาคม 2544 คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้จัดให้มีการประชุมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ปรากฏว่า ที่ประชุมยังไม่สามารถระบุได้ว่ าเป็นการก่อวินาศกรรมหรืออุบัติเหตุ ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้คณะกรรมการสอบสวนฯ จะดำเนินการควบคู่ไปกับคณะกรรมการสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น Accredit Representative และคณะที่ปรึกษาเข้าร่วมการสอบสวน กับคณะกรรมการสอบสวนฯ
     3. ต่อมาคณะเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานสหรัฐฯ ได้แก่ National Transportation Safety Board (NTSB) เป็นหน่วยงานในการสอบสวนกรณียานพาหนะของสหรัฐอเมริกาประสบอุบัติเหตุ และ Federal Aviation Abministration (FAA) เป็นหน่วยงานที่ควบคุมเกี่ยวกับกฎระเบียบการบินของสหรัฐฯ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของบริษัท Boeing ได้ขอเข้าร่วมการสอบสวนกับคณะกรรมการสอบสวนฯ ในฐานะประเทศผู้สร้างเครื่องบิน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น Accredit Representative และเป็นคณะที่ปรึกษา หลังจากผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตรวจสอบซากเครื่องบิน พบว่ามีการระเบิดของถังเชื้อเพลิงกลางลำตัวเครื่องบิน (Center Tank) โดยสาเหตุหลักที่นำไปสู่การระเบิดของถังเชื้อเพลิงฯ นั้น สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากเหตุ 3 ประการ คือ
1) การวางระเบิดในห้องผู้โดยสาร (Cabin) เหนือบริเวณถังเชื้อเพลิงกลางลำตัวเครื่องบิน
2) จากระบบของเครื่องบิน บริเวณถังเชื้อเพลิงกลางลำตัวเครื่องบิน
3) จากเหตุอื่น ๆ ซึ่งยังไม่สามารถพบหลักฐานในขณะนี้
     4. จากการนำชิ้นส่วนตัวอย่างส่งไปวิเคราะห์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเบื้องต้นไม่พบสาร RDX และต้อง
นำชิ้นส่วนตัวอย่างอื่น ๆ ของเครื่องบินไปทำการวิเคราะห์หาสารเคมีต่อไป ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการตรวจพิสูจน์อีกระยะหนึ่งในวันที่ 21 มิถุนายน 2544 NTSB ได้มีหนังสือแจ้งผลการดำเนินงานไปแล้ว โดยได้ถอดและแยกชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่นำมาจากเครื่องบินเพื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่พบต้นเหตุของการจุดระเบิด ปั๊มเชื้อเพลิง และเครื่องวัดเชื้อเพลิงยังต้องทำการตรวจสอบต่อไป เนื่องจากพบว่ามีรอบขูดขีดและมีวัตถุแปลกปลอมถูกกดเข้าไป ในขณะที่ FUEL GAGE CONNECTOR เกิดความเสียหาย ซึ่งอาจเนื่องมาจากไฟฟ้าลัดวงจร จึงต้องทำการตรวจสอบ โดยใช้ SCANNING ELECTRON MICROSCOPE ขณะนี้ได้ทำการทดสอบปั๊มเชื้อเพลิงไปแล้วหนึ่งเรื่องและกำลังวางแผนในการทดสอบอื่น ๆ ต่อไป เพื่อหาความเป็นไปได้ของการเกิดประกายไฟขณะที่วัตถุแปลกปลอมถูกดูดเข้าไป และแหล่งของการจุดระเบิดที่เป็นไปได้ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการทำงานของมอเตอร์หรือลูกปืนปั๊มเชื้อเพลิงเป็นระยะเวลานาน โดยไม่มีการระบายความร้อนจากเชื้อเพลิง ในวันที่ 6 สิงหาคม 2544 คณะเจ้าหน้าที่จาก NTSB และ BOEING จำนวน 5 คน ได้เดินทางมายังประเทศไทย และได้บรรยายสรุปการปฏิบัติงานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ณ ห้องประชุม ฝ่ายเสนาธิการทหารอากาศ โดยมีประธานคณะกรรมการสอบสวนกรณีอันเกี่ยวกับอุบัติเหตุของอากาศยานในราชอาณาจักร เป็นประธานฯ โดยสรุปได้ ดังนี้ จากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ซากเครื่องบิน ชิ้นส่วนต่าง ๆ ตลอดจนการส่งชิ้นส่วนไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่คาดว่าจะนำไปสู่การระเบิด แต่มีอุปกรณ์หลายอย่างอยู่ระหว่างการตรวจสอบวิเคราะห์ เช่น เครื่องวัดปริมาณเชื้อเพลิงอาจมีการลัดวงจรเกิดขึ้นภายในเครื่องวัด สวิตซ์ไฟฟ้า (FLOAT SWITCH) ในถังเชื้อเพลิงด้านขวาเกิดการแตกร้าว ปั๊มเชื้อเพลิงที่ถังเชื้อเพลิงกลางพบมีสิ่งแปลกปลอมและรอยขีดข่วนเกิดขึ้นภายใน และถ่ายเทประจุไฟฟ้าสถิต (STATIC ELECTRICITY) ที่สาย BONDING ของชุด VENT VALVE ของถังเชื้อเพลิง เป็นต้น ในการดำเนินการขั้นต่อไปของคณะเจ้าหน้าที่จาก NTSB จะได้ทำการตรวจสอบวิเคราะห์ต่าง ๆ ที่มีสิ่งผิดปกติดังกล่าวข้างต้น และนำชิ้นส่วนใหม่ที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบเพิ่มเติมหลังจากที่บรรยายสรุป คณะเจ้าหน้าที่จาก NTSB และ BOEING ได้เดินทางไปโรงเก็บซากชิ้นส่วนเครื่องบิน เพื่อตรวจสอบและคัดเลือกชิ้นส่วนใหม่ที่เกี่ยวข้องในช่วงระหว่างวันที่ 6 - 10 สิงหาคม 2544 ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการสอบสวนฯ ทั้งนี้ เพื่อนำไปตรวจสอบเพิ่มเติม ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา
     ในวันที่ 2 ตุลาคม 2544 The National Transportation Safety Board (NTSB) ได้แจ้งให้ทราบว่า
     1. จากการพบร่องรอย (Marks) ที่บริเวณ Pump Inlets NTSB ร่วมกับ Federal Aviation Administration (FAA) และบริษัท Boeing ได้จัดเตรียมแผนการตรวจสอบการทำงานของ Pump ดังกล่าว ซึ่งห้องทดลองได้ถูกสร้างขึ้นโดย บริษัท Boeing
     2. ชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้แก่ Wiring, Fuel Vent Valves, Fuel Quantity Probes และ Fuel Filter ได้ถูกจัดส่งไปยังห้องทดลองต่าง ๆ เพื่อทำการตรวจสอบในวันที่ 4 ตุลาคม 2544 NTSB ได้แจ้งให้ทราบว่า มีความจำเป็นต้องรื้อ Wing Tank Fuel Pumps ทั้งสองเพื่อตรวจสอบ ซึ่งจะให้ Pumps ทั้งสองดังกล่าว ไม่สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีก คณะกรรมการสอบสวนฯ จึงได้แจ้งให้NTSB ทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป
      ในวันที่ 4 มกราคม 2545 NTSB ได้ส่งรายงานการตรวจสอบรูบริเวณผนังด้านข้างของเครื่องบินว่า ลักษณะรอยแตกและการเสียรูปของรูดังกล่าว เกิดจากการโดนวัตถุทะลุพื้นผิวจากภายนอกเข้าไปยังภายใน จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบไว้ในชั้นหนึ่งก่อน และหากมีข้อมูลเพิ่มเติมจักได้รายงานให้ทราบต่อไป


เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2544 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

ผลกระทบกรณีความเสียหายจากการก่อวินาศกรรมที่ ประเทศสหรัฐ อเมริกา

ครม. เห็นชอบตามที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) ขอ ให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือต่อ บกท. จากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการ ก่อวินาศกรรมที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. สัญญาประกันทั้งสองประเภทที่ บกท.ทำไว้มีผลคุ้มครองปีต่อปี ซึ่งจะหมดในวันที่ 30 กันยายน 2544 โดยขณะนี้ บกท. ได้ดำเนินการจัดซื้อประกันในประเภทแรก โดยประกันภัยตัวเครื่องบินและความรับผิดชอบชดใช้ตามกฎหมายต่อผู้โดยสาร สัมภาระ สินค้า รวมทั้งทรัพย์สินของบุคคลที่สาม (Aviation Hull All Risks and Legal Liabilities Insurance) เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2545

2.สำหรับประเภทประกันภัยสงครามรวมทั้งภัยที่เกี่ยวเนื่อง (Aviation Hull War Risks and Allied Perils Insurance) บกท. ได้จัดทำประกันภัยไปแล้วกว่าร้อยละ 70 และคาดว่าจะเสร็จภายในวันที่ 26 กันยายน 2544 แต่ขณะนี้ยังคงเหลือประเด็นปัญหา ที่ผู้รับประกันภัยเครื่องบินได้ปรับลดวงเงินความคุ้มครองการรับผิดชดใช้ตามกฎหมายต่อการบาดเจ็บ เสียชีวิต และความเสียหายของทรัพย์สินของบุคคลที่สามในกรณีที่ความเสียหายเกิดจากภัยสงคราม รวมทั้งภัยที่เกี่ยวเนื่อง (Third Party Legal Liability - AV52C) ซึ่งเดิมรวมอยู่ในวงเงินรับผิดชดใช้รวม (Combined Single Limit) จำนวน 1,750 ล้านเหรียญสหรัฐ ของกรมธรรม์ประกันภัยเครื่องบิน (Hull All Risks and Legal Liabilities) ลงเหลือเพียง 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะนี้มีผู้รับประกันภัยบางกลุ่มสนใจจะขายความคุ้มครองส่วนที่เพิ่มจาก 50 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไปอีกเป็น 250 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากสภาพของตลาดประกันภัยเครื่องบินโดยรวม ยังไม่มีความพร้อมและไม่มีศักยภาพเพียงพอ ที่จะรับประกันภัยใด ๆ เพิ่มขึ้นอีกได้

3. เงื่อนไขการปรับลดวงเงินค่าชดใช้ดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับกับ บกท. และสายการบินทั่วโลกในวันที่ 25 กันยายน 2544 เวลา 06.59 น. และกำลังเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบกิจการทั่วโลกวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากวงเงินจำกัดความรับผิดจำนวน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่เพียงพอที่จะชดใช้ค่าเสียหาย และวงเงินดังกล่าวอาจไม่เป็นที่ยอมรับของประเทศที่ บกท. ทำการบินไป ซึ่งจะเป็นผลให้ บกท. ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการบินไปยังประเทศดังกล่าว นอกจากนี้ บกท. ยังจะประสบปัญหา กับสถาบันการเงินที่ให้กู้ยืม เพื่อมาจัดซื้อเครื่องบิน เพราะวงเงินคุ้มครองชดใช้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ของสัญญาเงินกู้ ซึ่งอาจนำไปสู่การยกเลิกสัญญาเงินกู้และการใช้สิทธิตามสัญญาบังคับบริษัทฯ ยุติการใช้เครื่องบินลำที่เกี่ยวข้อง

4. ขณะนี้สายการบินรายใหญ่ของโลกได้แจ้งไปยังรัฐบาลของตน เพื่อขอให้รัฐบาลรับภาระชดใช้ให้แก่ ผู้เสียหายในลักษณะของ Government Indemnity โดยให้ความคุ้มครองชดใช้ความเสียหายในส่วนที่เกินวงเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ จนถึงวงเงินที่มีอยู่เดิม (ประมาณ 1,750 ถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ดังรัฐบาลของหลายประเทศ ซึ่งได้เข้าช่วยเหลือสายการบินของตนแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา และประเทศในสหภาพยุโรป ส่วนประเทศสิงคโปร์ จีน และฮ่องกง กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา

5. ขณะนี้สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งมีสมาชิกเป็นสายการบินต่าง ๆ ทั่วโลก ได้มีหนังสือชี้แจงและขอผ่อนปรน ต่อตลาดประกันภัยเครื่องบินในประเทศอังกฤษแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาด้วยดีจากบริษัทประกันภัยต่าง ๆ ทางสมาคมฯ จึงได้ร้องขอรัฐบาลให้ความช่วยเหลือโดยทันทีทันใดต่อสายการบินแห่งชาติ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนที่สุด

6. บกท. ในฐานะสายการบินแห่งชาติขอให้รัฐบาลช่วยเหลือตามแนวทางที่หลายประเทศได้ดำเนินการไปแล้วดังกล่าวข้างต้น เป็นกรณีเร่งด่วน ในการให้ความช่วยเหลือ บกท. โดยให้ความคุ้มครองชดใช้ความเสียหายในส่วนที่เกินจากวงเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ จนถึงวงเงินที่เคยมีอยู่เดิม (ประมาณ 1,750 ถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในรูปของ Government Indemnity ทั้งนี้ จนกว่าสถานการณ์ตลาดประกันภัยจะได้คลี่คลายลง

สืบเนื่องจากกรณีการก่อวินาศกรรมที่ประเทศสหรัฐอเมริกาส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดประกันภัยในธุรกิจการบินพลเรือน อันเป็นกิจการที่ประกอบด้วยกลุ่มผู้รับประกันภัยสองประเภท คือ ประเภทแรกจะรับประกันภัยตัวเครื่องบิน และความรับผิดชอบชดใช้ตามกฎหมายต่อผู้โดยสาร สัมภาระ สินค้า รวมทั้งทรัพย์สินของบุคคลที่สาม (Aviation Hull All Risks and Legal Liabilities Insurance) ในสภาพเหตุการณ์ทั่ว ๆ ไป และประเภทที่สองจะรับประกันภัย ความเสียหายตัวเครื่องบินที่เกิดจากภัยสงคราม รวมทั้งภัยที่เกี่ยวเนื่อง อาทิเช่น การก่อการร้าย การก่อวินาศกรรม การจี้เครื่องบิน เป็นต้น (Aviation Hull War Risks and Allied Perils Insurance) และความรับผิดชอบต่อบุคคลที่สาม บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) จึงจำเป็นต้องจัดซื้อประกันภัยทั้งสองประเภทดังกล่าว ตามระเบียบข้อบังคับ ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)


เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2544 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง การปรับปรุงแผนวิสาหกิจ การบินไทย จำกัด (มหาชน)
     คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอเกี่ยวกับการปรับ ปรุงแผนวิสาหกิจบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นการดำเนินการ ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้มีการพัฒนาคุณภาพและปรับปรุง ประสิทธิภาพของการให้บริการการขนส่งทางอากาศ สรุปได้ดังนี้

1. กระทรวงคมนาคมได้พิจารณาผลการดำเนินงาน และผลประกอบ การของบริษัท การบินไทยฯ แล้วพบว่ามีปัญหาที่สำคัญ ดังนี้ (1.1) บริษัท การบินไทยฯ มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt-Equity Ratio) ที่ในปัจจุบันสูง ถึง 11 : 1 และหากรวมภาระผูกพันภายใต้สัญญาเช่าเครื่องบินด้วยแล้ว สัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะสูงมากถึง 17 : 1 ซึ่งต่างจาก การ ดำเนินธุรกิจ การบินชั้นนำโดยทั่วไป ที่อยู่ในอัตราส่วนไม่เกิน 1.5 : 1 ถึง 2 : 1 (1.2) บริษัท การบินไทยฯ มีหนี้สินสุทธิ 105,810 ล้านบาท (ไม่รวมภาระผูกพัน มูลค่าปัจจุบันภายใต้สัญญาเช่าเครื่องบิน ซึ่งมีมูลค่า 6,373 ล้านบาท) ใน ขณะที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นเพียง 9,547 ล้านบาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัดส่วนหนี้ สินต่อทุนที่สูงเกินไป และเป็นจุดด้อยที่ทำให้การพัฒนาวิสาหกิจ และขีด ความสามารถทางการแข่งขันของบริษัทการบินไทยฯ อ่อนแอตามไปด้วย (1.3) ผลประกอบการในปีปัจจุบันของบริษัท การบินไทยฯ ลดลงจากปี 2543 กล่าวคือ ผลประกอบการ 6 เดือนแรก ขาดทุนสุทธิ 935 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ 9,689 ล้านบาท ในรอบระยะเวลาเดียวกันของปีที่ แล้ว ทำให้ส่วนผู้ถือหุ้นลดลงอีกเหลือเพียง 8,688 ล้านบาท ณ วันที่ 31 มี.ค. 2544 มี.ค. 2544

2. ด้วยปัญหาดังกล่าว กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้คณะ กรรมการบริษัท การบินไทยฯ ดำเนินการปรับปรุงแผนวิสาหกิจและดำเนิน การตามมาตรการต่าง ๆ ดังนี้  
     2.1 ปรับปรุงตลาดเป้าหมาย โดยขยายการให้บริการรองรับผู้โดยสารชั้นหนึ่ง และชั้นธุรกิจให้มากขึ้น รวมทั้งให้ปรับปรุงประสิทธิภาพ ในการให้บริการให้เป็นที่พึงพอใจของผู้โดยสารมากขึ้น
     2.2 จัดทำแผนและมาตรการในการลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการซ่อมและบำรุงรักษา เนื่องจากบริษัท การบินไทยฯ มีเครื่องบิน และเครื่องยนต์หลายชนิดมากเกินไปทำให้มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และซ่อมแซมสูง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการสำรองอะไหล่มากขึ้น ตามชนิดของเครื่องบิน และเครื่องยนต์
     2.3 จัดทำแผนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเครื่องบิน (Aircraft Utilization) ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัท การบินไทยฯ ยังใช้งานเครื่องบินน้อยกว่าคู่แข่งขัน ในขณะที่บริษัท การบินไทยฯ มีจำนวนพนักงานมากกว่า
     2.4 เร่งรัดการจัดทำแผน เพื่อตระเตรียมการการบริหารจัดการกลุ่มธุรกิจ (Business Unit) ทั้งธุรกิจการบิน (Airline) และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง (Non-Airline) ให้สอดคล้องกับการแข่งขันของธุรกิจแต่ละแขนง ในภาวะปัจจุบันสอดคล้องกับนโยบาย การปฏิรูประบบราชการ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลปัจจุบัน รวมทั้งการผ่อนปรนการปฏิบัติ ตามระเบียบบังคับของทางราชการ ที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันทางธุรกิจ
     2.5 กำหนดกรอบและสร้างกระบวนการต่อรองผลประโยชน์จากการบริหารกลุ่มพันธมิตร (BusinessAlliance) ให้สนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัท การบินไทยฯ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
     2.6 จัดทำแผนการลงทุนในสนามบินสุวรรณภูมิ ให้มีความชัดเจน เนื่องจากการลงทุนดังกล่าว มีความเกี่ยวข้องกับงบการลงทุนของบริษัท การบินไทยฯ ในระยะอันใกล้นี้ และเป็นประเด็นหนึ่ง ที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจ
     2.7 ให้มีการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ในการจัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและที่เกี่ยวข้อง กับหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศ เช่นเดียวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกิจโดยทั่วไป
     2.8 ให้นำ E - Commerce Technology ที่เหมาะสมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินวิสาหกิจทั้งในเรื่องของรายได้ การจัดซื้อ และการให้บริการลูกค้า


เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2544 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง รายงานเหตุการณ์เครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เกิดเหตุเสียหาย (มติวันที่ 6/03/44)

     คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ รายงานเหตุการณ์เครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เกิดเหตุเสียหาย สรุปได้ดังนี้
1. ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพ บริเวณพื้นที่ส่วนของผู้โดยสารภายในประเทศ
2. สถานภาพของเครื่องบินก่อนเกิดเหตุ
3. การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ
4. การสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้ตั้งคณะทำงานประสานงานการสนับสนุนอุบัติเหตุ ของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย คณะทำงานสอบสวนของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
     เนื่องจากอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเหตุการณ์รุนแรง มีผู้เสียชีวิต สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ขึ้นด้วย โดยมี พล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์ เป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน ขณะนี้อยู่ ระหว่างการสอบสวนสืบสวนหาข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อรายงานความคืบหน้าผลการสอบสวนสืบสวน ให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป


เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2544 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง การกู้เงินเพื่อซื้อเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

     ครม. อนุมัติการกู้เงินเพื่อซื้อเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่อง เสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 5 (คกก. 5) เสนอ โดยที่บริษัท การบินไทยฯ ต้องชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นในรูป Bridge Lease กับบริษัทโบอิ้ง ที่ครบกำหนดชำระคืนในเดือนเมษายน 2544 สำหรับเครื่องบินโบอิ้ง 777-300 ลำที่ 5 และ 6 ซึ่งบริษัท การบินไทยฯ ได้ทำการรับมอบไปแล้ว ประกอบกับเงื่อนไขเงินกู้ตามนัยข้อเสนอของ Barclays จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเงื่อนไขการกู้เงินระยะสั้น ในรูป Bridge Lease ซึ่ง การบินไทย ประสงค์ที่จะกู้เงินรายนี้ในโอกาสแรก เพื่อลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้
     กระทรวงการคลังรายงานว่า ในการจัดหาเงินกู้ระยะยาวในรูปสินเชื่อ เพื่อการส่งออกสำหรับเครื่องบินโบอิ้ง 777-300 ลำที่ 5 และ 6 มาทดแทนการเช่าในรูป Bridge Lease กับบริษัท โบอิ้ง นั้น กระทรวงการคลังได้พิจารณาร่วมกับ การบินไทยฯ พิจารณาคัดเลือกข้อเสนอของ Barclays Capitial Asia Limited ซึ่งเป็นสถาบันการเงินต่างประเทศ ที่ยื่นข้อเสนอจัดหาเงินกู้สกุลเยนที่มีต้นทุนต่ำที่สุด และได้ดำเนินการเจรจาปรับปรุงเงื่อนไขการกู้เงินแล้ว ส่วนรูปแบบการกู้เงิน เป็นการกู้เงินในรูป Asset Based Financing หรือ การเช่าซื้อในรูปFinancial Lease โดย Barclays จะจัดตั้งบริษัทเพื่อทำหน้าที่เฉพาะ (Special Purpose Company หรือSPC) เป็นผู้กู้เงินต่อจาก Barclays และ/หรือสถาบันการเงินอื่นในตลาดเงินทุนต่างประเทศ โดยมี US Exim Bank (Export Import Bank of the United States) และ ECGD (Export Credits Guaranty Department) เป็นผู้ค้ำประกัน และนำเครื่องบินพร้อมเครื่องยนต์มาให้บริษัท การบินไทยฯ เช่าซื้อในการนี้ การบินไทยฯ จะชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยในรูปค่าเช่าซื้อ และเมื่อมีการชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้าย พร้อมด้วยค่าเครื่องบินตามราคาที่ตกลงกันแล้ว SPC จะโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องบินคืนให้ การบินไทยฯ
     อนึ่ง โดยที่ไม่มีข้อกำหนดให้กระทรวงการคลัง เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้และมีข้อกำหนด มิให้มีการจำนำหรือจำนองเครื่องบิน ดังนั้น ผู้ให้กู้และผู้ค้ำประกันเงินกู้จึงกำหนดเป็นเงื่อนไขให้ การบินไทยฯ โอนสิทธิในการครอบครองเครื่องบิน พร้อมด้วยเครื่องยนต์ที่จะทำการเช่าซื้อรายนี้ ให้แก่ผู้ให้กู้และผู้ค้ำประกันเงินกู้โดยผ่านทาง SPC ที่จะจัดตั้ง


เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2543 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

1. เรื่อง แผนการแปรรูปบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการแปรรูปบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายศุภชัย พานิชภักดิ์) ประธานกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจเสนอ ตามมติคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ที่เห็นชอบข้อเสนอของคณะกรรมการดำเนินการในการจำหน่ายหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และเห็นชอบให้นำเงินที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับจากการจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนไปชำระหนี้เท่านั้น

ทั้งนี้ ข้อเสนอของคณะกรรมการดำเนินการในการจำหน่ายหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีดังนี้

1. ขออนุมัติแผนการแปรรูป บกท. และแนวทางการดำเนินการจำหน่ายหุ้น บกท. ตามความเห็นของ คณะกรรมการดำเนินการในการจำหน่ายหุ้นฯ โดยดำเนินการจำหน่ายหุ้น บกท. ทั้งในส่วนหุ้นเดิม ที่กระทรวงการคลังถือและหุ้นเพิ่มทุน ในจำนวนซึ่งไม่ทำให้สัดส่วนการถือหุ้น ของภาครัฐลดลงต่ำกว่าร้อยละ 70 โดยกำหนดเป้าหมาย การจำหน่ายหุ้นให้กับนักลงทุนทั่วไป (Public Offering) พร้อมกับการจำหน่ายหุ้น ให้กับพันธมิตรธุรกิจ (Strategic Partner)

2. สืบเนื่องจากการเพิ่มทุนของ บกท. ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2534 ซึ่งให้เพิ่มทุนทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท และให้นำหุ้นจำนวน 1,000 ล้านบาท ออกจำหน่ายโดยเข้าจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงทำให้ บกท. มีทุนจดทะเบียนที่ยังมิได้ชำระจำนวน 2,000 ล้านบาท ประกอบกับ บกท. ได้ดำเนินการแปรสภาพเป็นนิติบุคคลแล้ว ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 ดังนั้น ในการดำเนินการออกหุ้นเพิ่มทุนของ บกท. จึงต้องดำเนินการลดทุนจดทะเบียนซึ่งยังมิได้ชำระก่อน แล้วจึงดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนได้ บกท. จึงเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ดังนี้

1.) ให้ บกท. ลดทุนจากจำนวนที่จดทะเบียนไว้แล้ว 16,000 ล้านบาท เป็น 14,000 ล้านบาท โดยวิธีตัดหุ้นจดทะเบียน ที่ยังมิได้นำออกจำหน่ายจำนวน 2,000 ล้านบาท

2.) ให้ บกท. ออกหุ้นเพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ บกท. มีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 17,000 ล้านบาท

3.) ขออนุมัติดำเนินการจัดสรรหุ้นเพื่อให้เป็นไปตามแผนการแปรรูป บกท. โดยนำหุ้นที่ กระทรวงการคลังถือจำนวน 100 ล้านหุ้น รวมกับหุ้นเพิ่มทุนของ บกท. จำนวน 300 ล้านหุ้น ดังนี้

      3.1 จำหน่ายให้กับพันธมิตรธุรกิจ (Strategic Partner) ไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนจดทะเบียน ที่ชำระแล้วหลังการเพิ่มทุนครั้งนี้

      3.2 จำหน่ายให้กับนักลงทุนทั่วไป (Public Offering) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 13 ของทุนจดทะเบียน ที่ชำระแล้วหลังการเพิ่มทุนครั้งนี้ ทั้งนี้ ให้สำรองหุ้นร้อยละ 5 ของหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวไว้สำหรับโครงการ ESOP ซึ่งจะมีการพิจารณารูปแบบ และหลักเกณฑ์ในการจัดสรรต่อไป

     3.3 เนื่องจากในการเสนอขายหุ้นให้แก่พันธมิตรธุรกิจ จะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 จึงเห็นควรขออนุมัติ คณะรัฐมนตรีเพื่อมอบหมายให้ คณะกรรมการดำเนินการในการจำหน่ายหุ้นฯ ชุดปัจจุบันเป็นคณะกรรมการตามมาตรา 13 และมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อพิจารณาคัดเลือกและจำหน่ายหุ้นใหักับพันธมิตรธุรกิจ รวมทั้งการจำหน่ายหุ้นให้กับนักลงทุนทั่วไป และพนักงาน บกท. และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจำหน่ายหุ้น บกท. ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ของแผนการแปรรูป บกท.

      3.4 เร่งรัดให้กระทรวงการคลังเร่งปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง พ.ศ. 2537 ออกตามความในพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 เพื่อปรับปรุงระยะเวลา และขั้นตอนการดำเนินการ เป็นการเฉพาะสำหรับการคัดเลือกพันธมิตรธุรกิจ เพื่อให้การดำเนินการคัดเลือกพันธมิตรธุรกิจ ของ บกท. และรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ เป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติที่เป็นสากล ส่วนมติคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2543 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 ได้พิจารณาแผนการแปรรูป บกท. ความเห็นและข้อเสนอตามที่คณะกรรมการดำเนินการในการจำหน่ายหุ้นฯ เสนอแล้ว มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการดำเนินการในการจำหน่ายหุ้นฯ ดังกล่าว ทั้งนี้ เงินที่ บกท. ได้รับ จากการจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุน บกท. ต้องนำไปชำระหนี้เท่านั้น


เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2543 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง รายงานผลการปฏิบัติงานของศูนย์บัญชาการ Y2K กระทรวงคมนาคม และของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของศูนย์บัญชาการ Y2K กระทรวงคมนาคม และของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ สรุปได้ดังนี้

1. การรับแจ้งเหตุจากประชาชนและจากหน่วยงานในสังกัด

     1.1 การรับแจ้งผ่านเลขหมาย 302-2000 (10 คู่สาย) ได้รับการติดต่อจำนวน 35 ครั้ง แยกเป็นการสอบถามทั่วไป 33 ครั้ง และการแจ้งปัญหาขัดข้อง 2 ครั้ง (ไม่ใช่ปัญหา Y2K)

     1.2 การประสานงานกับหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดผ่านเลขหมาย 512-3353 (16 คู่สาย) ศูนย์ได้ประสานงานกับหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดทุกแห่ง ในการติดตามผลการตรวจสอบระบบต่าง ๆ และได้รับการรายงานรวมทั้งสิ้น 149 ครั้ง ในการนี้ พบกรณีปัญหา Y2K เล็กน้อยเพียงหน่วยงานเดียว คือ เมื่อ 2 มกราคม 2543 เวลา 08.10 น. กรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งว่า ระบบทั่วไปของกรมอุตุนิยมวิทยาในภาพรวมไม่มีปัญหา แต่พบภาพถ่ายดาวเทียมที่สถานีอุตุนิยมวิทยา จังหวัดอุบลราชธานี รายงานวันเดือนปีผิดพลาดเมื่อเข้าสู่ปี ค.ศ. 2000 กลับรายงานวันเดือนปีเป็นวันที่ 1 มกราคม 1199 เจ้าหน้าที่วิศวกรของบริษัท ที่รับผิดชอบได้ติดตั้งระบบ ได้แก้ไขตั้งเวลาเป็น 1 มกราคม 2000 แล้ว โดยใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ ระหว่างที่เครื่องแสดงวันเดือนปีผิดพลาดนั้น ภาพถ่ายดาวเทียมไม่มีความผิดพลาดแต่อย่างใด

      1.3 การประสานงานกับศูนย์บัญชาการ Y2K แห่งชาติ ผ่านโทรสาร 5000222-24 ศูนย์ฯ ได้รายงานสถานการณ์ให้ศูนย์บัญชาการ Y2K แห่งชาติ รวมทั้งสิ้น 10 ครั้ง

2. ปัญหาที่เฝ้าระวังของหน่วยงานและวิธีการแก้ไขปัญหา หน่วยงานได้เฝ้าระวังปัญหาของระบบงานหลัก ของหน่วยงานความถูกต้อง ในการทำงานของระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ระบบไฟฟ้า ระบบโทรศัพท์ ซึ่งทุกหน่วยไม่พบปัญหาแต่ประการใด บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีการจัดตั้งศูนย์ติดตามปัญหา Y2K ในช่วงข้ามสหัสวรรษขึ้น โดยปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม2542 - 4 มกราคม 2543 ซึ่งไม่ปรากฏผลกระทบจากปัญหา Y2K ทั้งนี้ บริษัท การบินไทยฯ ได้ประสานการดำเนินงานกับศูนย์ประสานงาน Y2K ของ ICAO/IATA รวมทั้งกับศูนย์บัญชาการ Y2K แห่งชาติ ศูนย์บัญชาการ Y2K ของกระทรวงฯ และของหน่วยงานภายนอก นอกจากนี้ ได้ติดตามสถานการณ์ ของสนามบินต่าง ๆ ในทุกภูมิภาคของโลก ด้วยการติดต่อกับนายสถานีและนักบินของบริษัท การบินไทยฯ ซึ่งกำลังให้บริการปฏิบัติการบินอยู่ในขณะนั้น โดยทุกเที่ยวบินได้ดำเนินการไปตามแผนการบิน ไม่พบปัญหาแต่ประการใด

 


เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2542 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง การกู้เงินเพื่อซื้อเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการและเงื่อนไขให้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อซื้อเครื่องบิน รวม 7 ลำ เป็นเงิน 838.08 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยแยกเป็น 2 กลุ่ม ตามแหล่งการจัดหาเงินกู้ ดังนี้

1.แหล่งเงินกู้ภายในประเทศ ได้แก่ เครื่องบิน จำนวน 2 ลำ เป็นเงิน 261.36 ล้าน เหรียญสหรัฐฯ หรือ 10,500 ล้านบาทดังนี้

ประเภทเรือ จำนวนเงิน (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)
A330-300 ลำที่ 12 112.13
B747-400 ลำที่ 14 149.23
รวมเงิน 261.3

ทั้งนี้ เป็นการจัดหาเงินกู้จากแหล่งในประเทศ (เป็นเงินบาท) เพื่อสนับสนุนการดูดซับสภาพคล่องภายในประเทศ และเพิ่มทางเลือก ให้แก่ผู้ลงทุนในตราสารหนี้

2. แหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ ได้แก่ เครื่องบิน จำนวน 5 ลำ เป็นเงิน 576.72 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนี้

ประเภทเรือ จำนวนเงิน (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)
B747-400 ลำที่ 13 125.97
B777-300 ลำที่ 1 110.79
B777-300 ลำที่ 2 110.98
B777-300 ลำที่ 3 114.41
B777-300 ลำที่ 4 114.57
รวมเงิน 576.72

ทั้งนี้ เป็นการจัดหาเงินกู้ในรูป Asset Based Financing หรือการเช่าซื้อในรูป Financial I case หรือ Hire Purchase โดย Barclays Asia Limited ในฐานะผู้ที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นผู้จัดการหาเงินกู้รายนี้ จะจัดตั้งบริษัทเพื่อทำหน้าที่เฉพาะ (Special Purpose Company : SPC) ในการเป็นผู้กู้เงินจากกลุ่ม Barclays และ/หรือสถาบันการเงินอื่นในตลาดเงินทุนต่างประเทศ โดยมี US Exim Bank (Export & Import Bank of United States) และ ECGD (Export Credits Guaranty Department) จากประเทศอังกฤษ เป็นผู้ค้ำประกัน เพื่อชำระค่าจัดซื้อเครื่องบิน พร้อมเครื่องยนต์ที่บริษัทการบินไทยฯมีพันธะ ที่จะต้องจัดหา และนำเครื่องบินพร้อมเครื่องยนต์ดังกล่าว มาให้เช่าซื้อแก่บริษัทการบินไทยฯ ในการนี้ บริษัทการบินไทยฯ จะชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ย ในรูปค่าเช่าซื้อ และเมื่อมีการชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้าย พร้อมด้วยค่าเครื่องบินตามราคาที่ตกลงกัน บริษัทผู้ให้เช่าซื้อหรือ SPC จะโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องบินให้บริษัทการบินไทยฯ


เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2542 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง การซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์ และอัตราการลดราคาบัตรโดยสาร เครื่องบินไปต่างประเทศของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2523 กับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่12 ธันวาคม 2538 และให้ใช้หลักเกณฑ์ และอัตราการลดราคาบัตรโดยสารใหม่ ตามมติคณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจ ดังต่อไปนี้แทน

1. ในกรณีที่ไม่มีสายการบินอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง (ใช้เส้นทางหรือบริการจาก บริษัท การบิน ไทย จำกัด (มหาชน) เพียงสายการบินเดียว โดยเปลี่ยนแปลงกลับไปใช้สายการบินอื่นอีกไม่ได้)

      1.1 ส่วนลดในอัตราสุทธิร้อยละ 45.4 ของราคาปกติ สำหรับราคาชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ ลดให้สำหรับข้าราชการ ที่มีสิทธิเดินทางในชั้นหนึ่ง และชั้นธุรกิจเท่านั้น

      1.2 ส่วนลดในอัตราสุทธิร้อยละ 50 ของราคาปกติ สำหรับราคาชั้นประหยัด

      1.3 ส่วนลดพิเศษในอัตราสุทธิร้อยละ 5 ของราคาตลาดที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำหน่ายให้กับตัวแทนจำหน่าย สำหรับราคาชั้นประหยัดพิเศษ (Excursion Fare หรือ Promotion Fare) ราคาชั้นประหยัดพิเศษ (Excursion Fare หรือ Promotion Fare) คือ ราคาบัตรโดยสารที่มีอายุการเดินทางตามกำหนด ตั้งแต่อยู่ไม่เกิน 7 วัน 45 วัน และ 6 เดือน เป็นต้น รวมทั้งการจำกัดจุดแวะพัก ตั้งแต่ไม่อนุญาตให้หยุดแวะพักระหว่างทาง อนุญาตให้หยุดแวะพักได้ไม่เกิน 1 จุด อนุญาตให้หยุดแวะพักได้มากกว่า 1 จุด จนถึงไม่จำกัดจุดแวะพัก เป็นต้น ทั้งนี้ แล้วแต่เส้นทางและชนิดของบัตรโดยสาร ซึ่งแตกต่างจากบัตรโดยสารราคาปกติ ที่มีอายุการเดินทาง 1 ปี สามารถหยุดแวะพักระหว่างทาง ตามเส้นทางของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยไม่จำกัด

      1.4 ในกรณีที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ เดินทางเป็นหมู่คณะ ทางบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะเสนอราคาพิเศษเป็นหมู่คณะ (Group) มาให้ตามจุดหมายปลายทาง ซึ่งมีส่วนลดในอัตราสุทธิร้อยละ 5 ของราคาตลาดที่ต่ำสุดที่จำหน่ายให้กับตัวแทนจำหน่าย ทั้งนี้ การเดินทางต้องอยู่ในเกณฑ์ของราคานั้น ๆ เช่น ต้องเดินทางไป - กลับพร้อมกันทั้งคณะ เป็นต้น

2. ในกรณีที่มีสายการบินอื่นที่ร่วมมือให้ส่วนลดเข้ามาเกี่ยวข้อง (ใช้เส้นทางหรือบริการจาก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับสายการบินที่ร่วมมือให้ส่วนลด)

      2.1 ส่วนลดในอัตราสุทธิร้อยละ 45.4 ของราคาปกติสำหรับราคาทุกชั้น (P/J/Y) เว้นแต่การบินกับบริษัทการบินต่างประเทศบางบริษัท ที่ไม่อยู่ในวิสัยที่จะลดได้ และให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งรายชื่อบริษัทการบินต่างประเทศ ที่ให้ความร่วมมือในการลดค่าโดยสารเครื่องบิน ในอัตราดังกล่าวให้กระทรวงการคลังทราบ

      2.2 ใช้ราคาตลาดที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำหน่ายให้กับตัวแทนจำหน่าย สำหรับราคาชั้นประหยัดพิเศษ (Excursion Fare หรือ Promotion Fare) ทั้งนี้ การเดินทางต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ของราคานั้น ๆ

3. ในกรณีที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐเดินทางเป็นหมู่คณะ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะเสนอราคาเป็นหมู่คณะ (Group) มาให้ตามจุดหมายปลายทาง ซึ่งมีราคาเท่ากับราคาตลาดที่จำหน่ายให้กับตัวแทนจำหน่าย ทั้งนี้ การเดินทางต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ของราคานั้น ๆ เช่น ต้องเดินทางไป - กลับ พร้อมกันทั้งคณะ เป็นต้น (ในกรณีนี้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะช่วยประสานในการขอส่วนลดพิเศษกับสายการบินอื่นที่เกี่ยวข้อง)

4. ในกรณีที่มีสายการบินอื่น ที่ไม่ร่วมมือให้ส่วนลด หรือใช้เส้นทางที่ไม่อยู่ในวิสัยที่จะลดได้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะให้ส่วนลดพิเศษในอัตราสุทธิร้อยละ 9 ให้กับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ จากราคาปกติ สำหรับราคาทุกชั้น (P/J/Y) ทั้งนี้ เนื่องจากกระทรวงการคลังรายงานว่า คณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจ ได้ปรับปรุงส่วนลดอัตราค่าโดยสาร ทั้งกรณีที่ใช้บริการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพียงสายการบินเดียว และกรณีที่มีสายการบินอื่น ที่ร่วมมือให้ส่วนลดเข้ามาเกี่ยวข้อง ของชั้นประหยัดพิเศษและชั้นประหยัดหมู่คณะ (ส่วนชั้นหนึ่ง ชั้นธุรกิจ และชั้นประหยัดยังคงเดิม) ซึ่งเดิมชั้นประหยัดพิเศษและชั้นประหยัดหมู่คณะ ลดราคาเป็นอัตราร้อยละของราคาจำหน่ายของชั้นนั้น ๆ ปรับปรุงเป็นการลดราคาเป็นอัตราร้อยละ ของราคาที่จำหน่ายให้กับตัวแทนจำหน่าย (NET AGENT) หรือราคาที่จำหน่ายต่ำที่สุดที่จำหน่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่าย (NET TOP AGENT) และในกรณีที่ราคาที่ลดแล้วของชั้นประหยัดพิเศษ ยังสูงกว่าราคาที่ลดแล้วของชั้นประหยัด ในเส้นทางการบินเดียวกัน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะเลือกชั้นที่มีราคาถูกกว่าให้ ซึ่งจะเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณ ของทางราชการ ในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากยิ่งขึ้น


เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2542 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง การขายหุ้นที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถืออยู่ในบริษัท AMADEUS MARKETING S.A. คืนให้บริษัท AMADEUS GLOBAL TRAVEL DISTRIBUTION (มติเรื่องที่ 9 วันที่16/2/42)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท AMADEUS MARKETING S.A จำนวนร้อยละ 7.05 คืนให้บริษัท AMADEUS GLOBAL TRAVEL DISTRIBUTION โดยยกเว้นไม่ต้องดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจำหน่ายกิจการหรือหุ้นที่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจเป็นเจ้าของ พ.ศ. 2504 ในข้อ 6 ทั้งนี้ โดยให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รับความเห็นของกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนสกุลเงินจากหน่วย ECU เป็นหน่วย EURO ต่อราคาหุ้นกับการลงทุนจัดตั้งบริษัท ไทย-อะมาดิอุสเซ้าท์อีสเอเชีย จำกัด ไว้พิจารณาด้วย


เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2541 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง แนวทางการแปรรูปบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ แนวทางการแปรรูปบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) เสนอ ดังนี้

1. ให้บริษัท การบินไทยฯ เร่งปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อเป็นการจูงใจแก่นักลงทุนที่จะเข้ามาซื้อหุ้น และรัฐสามารถที่จะขายหุ้นได้ ในราคาที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐมากที่สุด โดยการกำหนดมาตรการปรับปรุงโครงสร้างทางการเงิน ทั้งในด้านการเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และการปรับแผนลงทุน

2. ให้จำหน่ายหุ้นบริษัท การบินไทยฯ ทั้งในส่วนหุ้นเดิมที่กระทรวงการคลังถือ และหุ้นเพิ่มทุนในจำนวน ซึ่งไม่ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของภาครัฐลดลงต่ำกว่าร้อยละ 70 ทั้งนี้เพื่อมิให้ขัดต่อพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 เว้นแต่จะได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว และการจำหน่ายหุ้นบริษัท การบินไทยฯ ไม่ควรจำกัดแค่การจำหน่ายให้กับพันธมิตรร่วมทุน (Strategic Partner) ควรเปิดกว้างให้จำหน่ายแก่นักลงทุนเฉพาะราย (Private Placement) หรือนักลงทุนทั่ว ๆ ไป (Public Offering) ด้วย เพื่อให้การจำหน่ายหุ้นดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุด

3. ให้ประธานคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจำหน่ายหุ้นบริษัท การบินไทยฯ โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานกรรมการ และมี กรรมการประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ผู้แทนบริษัท การบินไทยฯ ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่านเป็นกรรมการ มีหน้าที่ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินในการจำหน่ายหุ้น บริษัท การบินไทยฯ และจัดจ้างที่ปรึกษารวมทั้งดำเนินการขายหุ้นฯจนเสร็จ และให้รายงานผลการดำเนินการ ต่อคณะกรรมการกำกับนโยบาย ด้านรัฐวิสาหกิจด้วย สำหรับค่าใช้จ่ายในการจ้าง บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน กระทรวงการคลัง จะพิจารณาจ่ายจากเงินรายได้ จากการขายหุ้นทั้งสิ้น เมื่อดำเนินงานมีผลสำเร็จ (Succees Fee)

4. ให้กระทรวงการคลังหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องการจำหน่ายหุ้น บริษัท การบินไทยฯ ว่าต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือไม่

5. สำหรับการขายหุ้นให้แก่พนักงาน ให้บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินเป็นผู้ศึกษาและเสนอผลการพิจารณาต่อไป

6. การขายหุ้นส่วนที่เหลือจนบริษัท การบินไทยฯ พ้นสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจ (กระทรวงการคลังถือหุ้นต่ำกว่าร้อยละ 50) เห็นสมควรให้กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคมรับไปพิจารณา ในรายละเอียดหาข้อดีข้อเสียอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะพิจารณาดำเนินการต่อไป

7. การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เห็นสมควรมอบหมายให้กระทรวงการคลัง พิจารณาดำเนินการแก้ไข พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497

8. สิทธิประโยชน์ของพนักงานหลังการแปรรูปแล้ว จะต้องได้รับไม่น้อยกว่าเดิม สำหรับการจัดสรรเงินส่วนหนึ่ง จากการจำหน่ายหุ้นของรัฐวิสาหกิจ เพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนสำหรับสวัสดิการของพนักงาน หลังจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ให้กระทรวงการคลังรับไปศึกษาความเป็นไปได้ต่อไป


เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2541 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง การนำเงินส่งคลังแทนการจัดสรรหุ้นของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ชำระมูลค่าสินทรัพย์สุทธิคงเหลือ ที่ยังไม่ได้ออกหุ้นให้กับ บริษัท เดินอากาศไทย จำกัด จากการรวมบริษัท จำนวน 10,909,915.21 บาท เป็นเงินสดแทนการออกหุ้นเพิ่มทุน ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด (บดท.) ได้ทำสัญญาโอนกิจการ ทรัพย์สินและหนี้สินของ บดท.ไปเป็นของบริษัท การบินไทยฯ โดยมีข้อสัญญาข้อหนึ่งกำหนดว่า บรรดาทรัพย์สินของผู้โอน จะโอนไปเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับโอน ในวันที่ 1 เมษายน 2531 ตามราย การทรัพย์สินซึ่งผู้โอนจะส่งมอบให้แก่ผู้รับโอนในวันโอน ทั้งนี้ โดยคิดมูลค่าทรัพย์สิน ตามราคาที่ปรากฏในบัญชีในวันที่คู่สัญญาตกลงกัน ซึ่ง ณ วันที่ 1 เมษายน 2531 บดท. ได้โอนมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (สินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน) จำนวน 840,909,915.21 บาท ให้บริษัท การบินไทยฯ และบริษัท การบินไทยฯ ได้ออกหุ้นเพิ่มทุนให้ บดท. จำนวน 830 ล้านบาท คงเหลือมูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่บริษัท การบินไทยฯ ยังไม่ได้ออกหุ้นให้กับ บดท. จำนวน 10,909,915.21 บาท และกระทรวงการคลังได้รับแจ้งจากบริษัท การบินไทยฯ ว่าการออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 10,909,915.21 บาท จะต้องปฏิบัติตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ และอาจมีผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นได้ จึงขอชำระมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ เป็นเงินสดแทนการจัดสรรหุ้น ซึ่งกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากในปัจจุบัน รัฐบาลมีนโยบายลดสัดส่วนการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจลง และเพื่อให้การชำระบัญชีของ บดท. ที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2531 แล้วเสร็จลง จึงเห็นควรอนุมัติให้บริษัท การบินไทยฯ ชำระมูลค่าสินทรัพย์สุทธิคงเหลือจำนวน 10,909,915.21 บาท เป็นเงินสดแทนการออกหุ้นเพิ่มทุน


เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2540 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง แผนวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ปี 2538/39 - 2542/43

คณะรัฐมนตรีพิจารณาแผนวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ปี 2538/39- 2542/43 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

1. ให้ความเห็นชอบแผนวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ปี 2538/39 - 2542/43 ตามที่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เสนอ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

      1.1 แผนย่อยในแผนวิสาหกิจ

        1) แผนการบิน มีแผนการบินภายในประเทศ และแผนการบินระหว่างประเทศ ประกอบด้วยแผนการบินภูมิภาค และแผนการบินข้ามทวีป
        2) แผนพัฒนาฝูงบิน มุ่งเน้นที่จะปรับปรุงและขยายฝูงบิน โดยซื้อเครื่องบินเพิ่ม จำนวน 21 ลำในวงเงินทั้งสิ้น 68,794 ล้านบาท กับปลดเครื่องบิน จำนวน 31 ลำ และปรับฝูงบินที่ใช้นักบินเพียง 2 คน
        3) ประมาณการปริมาณการผลิตการจราจรและอัตราการบรรรทุก ในระยะ 5 ปีข้างหน้า คาดว่าประมาณการผลิตและการจราจร ของผู้โดยสารจะขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 8.5 และ 9.2 ต่อไป สำหรับประมาณการผลิตและการจราจรของสินค้าจะขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 9.2 และ 7.7 ต่อปี ส่วน อัตราการบรรทุกผู้โดยสารคาดว่าจะเป็นเฉลี่ยร้อยละ68.8 ต่อปี ในขณะที่จุดคุ้มทุนเฉลี่ยร้อยละ 59.8 ต่อปี
        4) แผนพัฒนากิจการที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนกิจการขนส่งทางอากาศ ประกอบด้วย กิจการที่เกี่ยวข้องโดยตรง กับกิจการขนส่งทางอากาศ และกิจการที่สนับสนุนกิจการขนส่งทางอากาศ
        5) แผนการบริหารบุคลากร เน้นการพัฒนาขวัญและกำลังใจของพนักงาน และการปรับปรุงวิธีการประเมินผลพนักงาน โดยการประเมินร่วมกัน ระหว่างผู้ถูกประเมินและผู้ประเมิน
        6) แผนร่วมลงทุน ปัจจุบันได้ร่วมลงทุนในกิจการต่าง ๆ รวม 10 กิจการ และในอนาคตคาดว่าจะร่วมลงทุนอีก 5 กิจการ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม
        7) แผนการลงทุน การลงทุนระหว่างปี 2538/39 - 2542/43 รวมเป็นเงิน 142,334 ล้านบาท โดยจัดหาและจัดซื้ออะไหล่เครื่องบินทั้งสิ้น 13,649 ล้านบาท และลงทุนในทรัพย์สินถาวรอื่น ๆ จำนวน 16,294 ล้านบาท โดยมีแหล่งเงินลงทุนจากรายได้ร้อยละ 42 และเงินกู้ร้อยละ 58 ของเงินลงทุนรวม
        8) แผนการเงิน ประกอบด้วย แหล่งเงินลงทุน จำนวน 142,334 ล้านบาท และการชำระคืนเงินกู้ จำนวน 100,840 ล้านบาท

      1.2 อัตราผลตอบแทนการลงทุน การลงทุนซื้อเครื่องบินเพิ่มอีก 21 ลำ สามารถให้ผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยร้อยละ 12.83 ต่อปี

2. อนุมัติให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินการ ดังนี้

      2.1 จัดหาเครื่องบินเพิ่มในระหว่างปี 2538/39 - 2542/43 จำนวน 21 ลำ ประกอบด้วย - B737-400 จำนวน 5 ลำ - A300-600R จำนวน 5 ลำ - A330-300 จำนวน 4 ลำ - B777-300 จำนวน 6 ลำ - B777-400 จำนวน 2 ลำ ในวงเงินลงทุนทั้งสิ้น 68,794 ล้านบาท

      2.2 จัดหา และจัดซื้ออะไหล่เครื่องบินระหว่างปี 2538/39 - 2542/43 ในวงเงินลงทุนทั้งสิ้น 13,649 ล้านบาท

      2.3 ลงทุนในทรัพย์สินถาวรอื่น ๆ ระหว่างปี 2538/39 - 2542/43 ในวงเงินลงทุนทั้งสิ้น 16,294 ล้านบาท

      2.4 ให้ความเห็นชอบตามแผนการเงินและแผนเงินกู้

3. ในการจัดหาจัดซื้อตามแผนวิสาหกิจดังกล่าว ให้กระทรวงคมนาคม (บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รับไปเจรจาต่อรอง เพื่อให้บริษัทผู้ขาย ยอมรับการค้าต่างตอบแทนให้ได้ประโยชน์ แก่ทางราชการมากที่สุด และรายงานผลให้คณะรัฐมนตรีทราบด้วย

4. ให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หารือและทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับแผนการเงินในการจัดหาเครื่องบิน จำนวน 21 ลำ ต่อไป เมื่อแผนวิสาหกิจได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว


เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2539 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้

เรื่อง แนวทางการปรับปรุงการบริหารกิจการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

คณะรัฐมนตรีรับทราบแนวทางการปรับปรุง การบริหารกิจการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อรองรับการจัดตั้งสายการบินที่กำหนดสายที่ 2 ตามที่ประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เสนอผ่านรองนายกรัฐมนตรี (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) ดังนี้

1. เร่งรัดการแปรรูปบริษัทไปสู่ภาคเอกชน (Privitization) เพื่อให้บริษัทพ้นจากสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจ ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลดังได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนไว้แล้วเพื่อให้บริษัทฯ มีขีดความสามารถ ที่จะเข้าแข่งขันในธุรกิจการบินของประเทศ โดยเฉพาะกับสายการบินที่กำหนดสายที่ 2 ได้ในฐานะที่ทัดเทียมกัน ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบาย ที่ให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ทั้งนี้นอกจากทำให้การบริหารงานของบริษัทฯ มีความคล่องตัว และสามารถปรับปรุงพัฒนากิจการต่างๆ ได้ทันต่อเหตุการณ์ แล้วยังเป็นการสร้างศรัทธา และความเชื่อมั่น ให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทฯ อีกด้วย

2. ระหว่างที่การแปรรูปบริษัทฯไปสู่ภาคเอกชนยังไม่แล้วเสร็จ เห็นควรให้บริษัทฯ ได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ ของทางราชการ โดยให้คณะกรรมการบริษัทฯ ซึ่งในทางปฏิบัติได้แต่งตั้งผู้แทนระดับสูงทั้งจากกระทรวงการคลัง และผู้แทนกระทรวงคมนาคม ให้เป็นกรรมการร่วมด้วยอยู่แล้ว มีอำนาจอนุมัติการขอยกเว้น การปฏิบัติตามข้อกำหนดของทางราชการ เป็นกรณีๆไป

Back to Index